HYUNDAI ioniq Electric รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ล้ำหรูขับง่ายขับสบาย

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0 (0 Votes)

HYUNDAI ioniq นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลก ที่มีจำหน่ายในทั้ง 3 รูปแบบระบบขับเคลื่อนใน 1 รุ่น ได้แก่ ไฮบริด, ปลั๊กอิน ไฮบริด และ EV จุดประสงค์คือ เป็นรถยนต์ที่มีมลพิษที่ต่ำที่สุด หรือปราศจากมลพิษ และนอกจากจะเป็นรถยนต์ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่มีความสวยงาม ทันสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่, การเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยรุ่น ioniq Electric หรือ (EV) ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย ราคา 1,749,000 บาท

         ดีไซน์สปอร์ตผสานเทคโนโลยีเข้ากับประสิธิภาพ

รูปลักษณ์ถูกออกแบบโดยเน้นปัจจัยหลัก 2 อย่าง คือ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพ ทำให้มีบุคลิกความเป็นรถยนต์แห่งอนาคต รูปทรงตัวรถเป็นแบบแฮทช์แบกทรงสปอร์ต มาพร้อมเส้นสายที่พลิ้วไหว สอดรับในทุกๆ มิติภายนอก ไม่ว่าจะเป็นช่องดักลม ล้อคู่หน้า, สปอยเลอร์ด้านหลัง, ดิฟฟิวเซอร์ ชายล่างประตูทั้งสี่บาน แผ่นปิดใต้ท้องรถ รวมถึงล้ออัลลอย ส่งผลดีต่อการไหลผ่านของอากาศออกจากตัวรถอย่างลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.24 รวมถึงการลดน้ำหนักตัวรถ โดยเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมในการผลิตฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้าย ทำให้ลดน้ำหนักลงได้ถึง 12.6 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับเหล็กทั่วไป

สำหรับรุ่น EV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า กระจังหน้าจึงถูกออกแบบในลักษณะปิดทึบ เนื่องจากไม่ต้องใช้งานเพื่อการระบายความร้อนเครื่องยนต์ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพลิ้วไหวและสะอาดตาด้วยสีเทาเข้ม มาพร้อมไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED บริเวณชายกันชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งชายประตูทั้ง 4 บาน ตกแต่งด้วยสีทองแดง สื่อถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

         ห้องโดยสารสะท้อนความล้ำสู่อนาคต

ห้องโดยสารภเน้นถึงความเป็นรถแห่งอนาคต ด้วยแนวคิด ‘Purified High-Tech’ ถึงจะดูความเรียบง่าย แต่สะท้อนถึงความลื่นไหล มีความปราณีตและใช้งานง่าย เน้นการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุด มีผิวสัมผัสที่เรียบ ลื่น ให้ความรู้สึกสะอาดบริสุทธิ์ วัสดุภายในที่เลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ผ้าหลังคาและพรมที่มีส่วนผสมจากต้นอ้อย เพื่อช่วยให้อากาศภายในห้องโดยสาร มีความบริสุทธิ์, สีพ่นตัวถังที่มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อให้มีประกายของเม็ดสีที่สวยงาม, แผงประตูที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล ผสมกับผงไม้และหินจากภูเขาไฟ แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงและคุณภาพที่ดี บริเวณช่องแอร์, คอนโซลกลาง, พวงมาลัย และเบาะนั่ง ตกแต่งด้วยสีส้มทองแดง เป็นสีที่เปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในรถยนต์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากทองแดงที่อยู่ในคอนดักเตอร์ของระบบไฟฟ้า

ทันทีที่ผู้ขับขี่ปลดล็อกรถด้วยระบบ Smart Entry ระบบ Welcome Function จะทำงาน ด้วยการสั่งให้ไฟหน้าและไฟท้ายส่องสว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะจอดรถในที่มืดหรือยามค่ำคืน และเมื่อผู้ขับขี่เปิดประตูรถ เบาะที่นั่งคนขับจะปรับเลื่อนถอยหลังอัตโนมัติ เพื่อให้เข้าสู่ตำแหน่งที่นั่งขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เบาะที่นั่งคนขับ ปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมที่ดันหลังแบบไฟฟ้า (Lumbar Support) ช่วยลดอาการเมื่อยล้าขณะขับขี่ นอกจากนี้ ยังมีระบบระบายอากาศสำหรับเบาะคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า

กว้างขวางและสะดวกสบาย โดยเฉพาะที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้า มีความโปร่งและกว้างเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบเกียร์ถูกออกแบบให้เป็นแบบระบบปุ่มกด หรือ shift by wire ติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้ ยังมีระบบเบรคมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold ช่วยหยุดรถชั่วขณะในสภาพการจราจรติดขัด และระบบ Wireless Charging ที่สามารถชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เพียงวางโทรศัพท์บริเวณช่องชาร์จด้านซ้ายของปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์

ระบบความบันเทิง ควบคุมได้ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 5 นิ้ว สามารถเลือกฟังก์ชันเพื่อความบันเทิงได้ตามต้องการ เช่น ระบบวิทยุ พร้อมระบบเชื่อมต่อบลูทูธ, ช่องต่อระบบ USB และ AUX หน้าปัดแสดงการทำงานระบบต่างๆ บริเวณคนขับ เป็นหน้าปัดความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว แบบ TFT แสดงข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง, ระดับพลังงานแบตเตอรี่ ข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถที่จำเป็น ซึ่งผู้ขับขี่เลือกดูได้ผ่านปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย

         ‘Drive Mode’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่

หน้าปัดนี้ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ ตามรูปแบบการขับขี่ โดยผู้ขับขี่เลือกรูปแบบการขับขี่ได้ ผ่านปุ่ม ‘Drive Mode’ บริเวณคอนโซลกลาง มีให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal และ Sport

โหมด Eco หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ และแถบสีเขียวบริเวณตัวเลขความเร็ว พร้อมไฟแสดงสถานะโหมด Eco สีเขียว

โหมด Normal หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ จากแถบสีเขียวในโหมด Eco จะถูกเปลี่ยนเป็นแถบสีเทา และไม่มีไฟแสดงสถานะโหมด Normal

ขณะที่โหมด Sport หน้าปัดจะถูกเปลี่ยนจากมาตรวัดความเร็ว เป็นมาตรวัดแสดงสถานะกำลังการขับเคลื่อนของรถจาก 0-100% ในรูปแบบอนาล็อกพร้อมแถบสีแดง ตรงกลางจะแสดงความเร็วแบบตัวเลขดิจิตอล ที่จะถูกไล่ลำดับขึ้นไปตามความเร็วของรถยนต์

ระบบปรับอากาศเป็นแบบ Dual Zone เลือกปรับอุณหภูมิแยกอิสระสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และเพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบาย ควบคู่กับการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ฮุนได ไอออนิก อิเล็กทริก ยังมีระบบปรับอากาศที่ผู้ขับขี่เลือกให้ลม ออกจากช่องปรับอากาศเฉพาะผู้ขับขี่อย่างเดียวได้ เพียงกดปุ่ม ‘driver only’ ที่บริเวณแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศ เท่านี้ ก็จะช่วยลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ และช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย

ระบบขับเคลื่อนเป็นการขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ Single-Speed เลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง และพารถยนต์ไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง

แบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนโพลิเมอร์ มีประสิทธิภาพการชาร์จไฟที่ดี มีหน่วยความจำรอบการชาร์จไฟที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่แบบนิกเกิล เมทัล ไฮดราย HYUNDAI ioniq Electric เป็นแบตเตอรี่ขนาด 28 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาในการชาร์จไฟแบบปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ และการชาร์จไฟแบบ Quick Charge กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW จะใช้เวลา 30 นาที และ 23 นาทีโดยประมาณ ด้วยกำลังการชาร์จไฟขนาด 100 kW โดยแบตเตอรี่นี้ถูกติดตั้งอยู่ใต้ที่นั่งของผู้โดยสารตอนหลัง แต่ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ที่สามารถบรรจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 650 ลิตร

HYUNDAI ioniq Electric มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดกับระบบ Regenerative Braking System ควบคุมได้ด้วยปุ่ม Paddle Shift บริเวณด้านหลังพวงมาลัย มีทั้งหมด 4 ระดับ โดยแต่ละระดับ จะเป็นระดับการนำพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่จากมากไปน้อย เพียงผู้ขับขี่กดปุ่ม Paddle Shift รถยนต์จะลดความเร็วโดยอัตโนมัติ ระบบเบรกจะทำงานเพื่อให้ระบบ Regenerative Braking System ทำงาน และนำกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ ช่วยให้มีระยะทางการวิ่งที่ยาวขึ้น

ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท ผลิตจากอลูมิเนียม ช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชันบีมถูกปรับแต่งเพื่อให้มีการขับขี่ที่นุ่มนวล มั่นใจ และสะดวกสบาย

         ระบบความปลอดภัยเหนือระดับ

ด้วยระบบ Blind Spot Detection ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารปลอดภัยในทุกการเดินทาง จะทำหน้าที่ตรวจจับรถในจุดอับสายตาขณะขับขี่ โดยทำงานควบคู่กันกับระบบ Lane Change Assist ที่จะช่วยตรวจจับรถในเลนด้านข้างในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังจะเปลี่ยนเลน และยังทำงานร่วมกับระบบ Rear Cross Traffic Alert ในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังจะถอยรถออกจากที่จอดรถ ระบบจะตรวจจับความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือคนเดินเท้า หากมีวัตถุเคลื่อนไหวบริเวณด้านหลังรถ ระบบจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ เพื่อความปลอดภัยขณะถอยรถ

นอกจากนี้ ยังมีระบบ Lane Departure Warning (LDW) โดยระบบจะใช้กล้องที่อยู่บริเวณด้านบนตรงกลางของกระจกบังลมหน้า ในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องการจราจร หากรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะส่งเสียงเพื่อเตือนผู้ขับขี่ ให้นำรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม ระบบ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ใช้กล้องตัวเดียวกัน ในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องการจราจร เมื่อรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะสั่งการให้หักพวงมาลัยกลับมาในช่องจราจร และระบบ Smart Cruise Control (SCC) หรือระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ โดยระบบจะทำงานโดยใช้เรดาร์ที่อยู่บริเวณโลโก้บนกระจังหน้า ในการรักษาระดับความเร็วแบบแปรผัน ตามความเร็วของรถที่อยู่ด้านหน้า และผู้ขับขี่ ยังเลือกระดับการรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้าได้อีกด้วย เพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยขณะขับขี่

ระบบ Forward Collision Warning (FCW) ช่วยเตือนผู้ขับขี่ หากขับรถเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป และถ้าระบบตรวจพบว่า ผู้ขับขี่ไม่เหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ ระบบจะส่งเสียงเพื่อเตือนผู้ขับขี่ เพื่อให้ผู้ขับขี่หยุดรถก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ และระบบ Autonomous Emergency Braking System (AEB) จะช่วยเบรกรถอัตโนมัติ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองในขณะที่รถกำลังเข้าใกล้รถคันข้างหน้า หรือในกรณีที่คนเดินถนนเดินตัดผ่านหน้ารถในระยะกระชั้นชิด กล้องบริเวณด้านบนกระจกบังลมหน้า และเรดาร์บริเวณกระจังหน้า จะทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุและคนเดินถนน และจะสั่งการให้รถหยุดโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ 

สัมผัสและลองขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% HYUNDAI ioniq Electric ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมฮุนได สำนักงานใหญ่ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท

 

ค้นหาบทความ

Who's Online

Page generated in 0.3694 seconds.