Home Blog Page 34

“MOTOR EXPO” จัดปาร์ตี้ขอบคุณสื่อมวลชน

0

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป และชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้ควบคุมงานด้านการตลาดสัมพันธ์ งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” จัดกิจกรรม “รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน – MOTOR EXPO ครั้งที่ 12” สนุกกับการแข่งขันโกคาร์ท เกมสันทนาการ เพื่อกระชับสัมพันธ์ และขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ณ Breeze Café & IMPACT Speed Park ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

บริดจสโตน ชูเยาวชนไทยร่วมขับเคลื่อน “สังคมไทยไร้อุบัติเหตุ” มอบรางวัล “Bridge 2 Inventor 2019 : B2i”

0

บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ชูผลงานนวัตกรรมของเยาวชนไทย เพื่อเป็นแรงผลักดันในการสร้างสังคมไทยไร้อุบัติเหตุ หลังไทยติดอันดับ 1 ประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากท้องถนนมากสุดในเอเชีย และอาเซียน พร้อมมอบรางวัลผลการประกวดโครงการ  B2i (Bridge 2 Inventor 2019) “นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง : Innovation for Smart Mobility” และทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท

มร. ฮิโรยูกิ ไซโตะ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด กล่าวว่า บริดจสโตนในฐานะผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของโลก ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนไทย โดยได้เริ่มก่อตั้ง ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไทยบริดจสโตน ในปี 2003 และเริ่มจัดการประกวดนวัตกรรม Bridge 2 Inventor มาตั้งแต่ปี 2008 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2019 ซึ่งตลอดระยะเวลา 12 ปีที่จัดการประกวด ทำให้เห็นพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยทุกๆ ปี และสะท้อนให้เห็นว่า เยาวชนไทยคือกำลังสำคัญของประเทศ บริดจสโตนจึงได้มุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนไทย เพื่อก้าวไปเป็นกำลังสำคัญของการสร้างเมืองนวัตกรรม Smart City และประเทศไทย 4.0 ในอนาคต

“การที่ประเทศจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืนนั้นส่วนสำคัญคือการพัฒนาคุณภาพของบุคลากรภายในประเทศ ให้สามารถรองรับการเติบโตของเมืองได้ในทุกมิติ บริดจสโตน จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสานต่อโครงการ Bridge 2 Inventor 2019 มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานความรู้ และส่งเสริมความสามารถของเยาวชนไทยให้สามารถเติบโตขึ้นเป็นกำลังหลักของประเทศที่จะพัฒนาเมืองสู่เมืองนวัตกรรม และนำไปสู่การพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0 ที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรือง และเสริมสร้างความเท่าเทียมของคนไทยทุกคน” มร. ฮิโรยูกิ กล่าว

การจัด Bridge 2 Inventor 2019 หรือ B2i ในปีนี้ เป็นการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากคอมพิวเตอร์สมองกล ในหัวข้อ “นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง : Innovation for Smart Mobility” เพื่อเสริมสร้างสังคมไทยไร้อุบัติเหตุ โดยมีแนวคิดมาจากการที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุในระดับสูง ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า อัตราการเสียชีวิตจากภัยบนท้องถนนของไทยในปี 2558 ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 2  ของโลก และลดลงมาอยู่อันดับที่ 9 ในปี 2561 แต่ยังคงเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และอาเซียน สะท้อนว่า สถานการณ์บนท้องถนนของไทยยังอยู่ในขั้นวิกฤต และในปีที่ผ่านมาไทยมีสถิติการเสียชีวิตบนท้องถนนอยู่ที่ 22,491 รายต่อปี หรือเฉลี่ยเสียชีวิต 60 รายต่อวัน ซึ่งการที่จะลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นนั้นนอกจากวินัยจราจร การขับขี่ ความประมาทส่วนบุคคล ฯลฯ แล้ว หากมีนวัตกรรมที่จะสามารถช่วยบรรเทาการเกิดอุบัติเหตุได้ ก็จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุของไทยลดลงได้อีกทาง

สำหรับการจัดโครงการ Bridge 2 Inventor 2019 ในครั้งนี้มีนักเรียนจากทั่วประเทศให้ความสนใจและเข้าร่วมเป็นจำนวนมากโดยได้ปิดรับสมัครตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 หลังจากนั้นมีการจัด Bridge 2 Inventor Camp แก่ทีมผู้เข้าประกวด ณ บ้านวิทยาศาสตร์ สิรินธร จังหวัดปทุมธานี และที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และได้จัด Bridge 2 Inventor Challenge รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งมีทีมผ่านเข้ารอบมาจำนวนทั้งสิ้น 40 ทีมจากทั่วประเทศ โดยรางวัลชนะเลิศได้แก่ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย จากผลงาน ระบบความปลอดภัยรถยนต์อัจฉริยะ รับเงินรางวัลมูลค่า 40,000 บาท พร้อมทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยรัฐบาลในประเทศไทยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร จากผลงาน SSS Helmet (หมวกกันน็อคอัจฉริยะ) รับเงินรางวัล มูลค่า 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่  โรงเรียนสารวิทยา จังหวัดกรุงเทพมหานคร จากผลงาน Alarmulance รับเงินรางวัล มูลค่า 20,000 บาท รางวัลความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมได้แก่ โรงเรียนสตรีพัทลุง จังหวัดพัทลุง จากผลงาน Smart U-turn รับเงินรางวัล มูลค่า 10,000 บาท รางวัลนำเสนอยอดเยี่ยมได้แก่ โรงเรียนศรีตระกูลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ  จากผลงาน กล่องตุ๊กตานำทาง รับเงินรางวัล มูลค่า 10,000 บาท รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมได้แก่ โรงเรียนเจากเชียงคำวิทยาคม จังหวัดพะเยา  จังหวัด ผลงาน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รถยนต์ Assistant Driver System รับเงินรางวัล มูลค่า 10,000 บาท นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ สร้างโอกาส และความเท่าเทียมทางสังคม รวมถึงการส่งเสริมให้เยาวชนที่จะเป็นกำลังหลักของประเทศในอนาคตนั้น มีองค์ความรู้ ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โครงการ Bridge 2 Inventor ถือมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ด้านการส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเพื่อเป็นกำลังสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการหล่อหลอมให้เยาวชนไทยเป็นบุคคลผู้เรียนรู้ ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม และตอบโจทย์ในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพคน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างคนดีและคนเก่ง ต้องขอบคุณคณะผู้จัดงาน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยนเรศวร และบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ที่จัดโครงการดีๆ แบบนี้เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

คาลเท็กซ์ ผุด “อิ่ม 24 ชม. Vending Box”เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

0

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันคุณภาพระดับโลกภายใต้แบรนด์ “คาลเท็กซ์” รุกธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ชูกลยุทธ์พันธมิตร ควง ซันร้อยแปด และฟอร์ท เวนดิ้ง ผุด “อิ่ม 24 ชม. Vending Box” ส่งตรง “เวนดิ้ง แมชชีน” เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ให้บริการในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ หวังเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า ตั้งเป้า 100 สาขา ภายในปี 2565 คาดดึงลูกค้าและกระตุ้นยอดขายเพิ่ม

นายชุตินธร ปักเข็ม รองผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายผลิตภัณฑ์ประเทศไทย บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญมากในชีวิต หรือเรียกได้ว่าก้าวเข้ามาสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ วิถีชีวิต รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การเข้าถึงผู้บริโภคในยุคนี้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาปรับเปลี่ยน หรือแม้แต่สร้างมูลค่าให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในวันนี้ “อิ่ม 24 ชม. Vending Box” เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังด้วยความตั้งใจของคาลเท็กซ์กับ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ ได้แก่ บริษัท ซันร้อยแปด จำกัด ผู้นำธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ภายใต้ชื่อ “SUN108 Vending” และบริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ตู้บุญเติม”

“แม้ว่าเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ หรือ “เวนดิ้ง แมชชีน” อาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็เป็นอีกเทรนด์ธุรกิจหนึ่งที่ตอบโจทย์ความสะดวกยุคสังคมเมืองขยายตัว และเป็นเทรนด์ที่มีแนวโน้มการเติบโตในทิศทางบวก เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบด่วน ให้บริการ 24 ชั่วโมง ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสินค้าต่างๆ ที่นำมาเป็นช่องทางการขายเพื่อเสริมกับช่องทางหลัก หรือแม้แต่ผู้ใช้บริการเองที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพนักงานขาย ที่สถานีรถไฟฟ้า ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน สถานศึกษา หรือแม้แต่ในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย”

“การนำร่องเปิดบริการ “อิ่ม 24 ชม. Vending Box” แห่งแรกในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ สาขาเพชรคลองหนึ่ง บริษัทฯคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ทั้งการเพิ่มจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ การกระตุ้นยอดขายน้ำมัน รวมถึงดึงดูดผู้ใช้รถให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งถือเป็นการช่วยสร้างการเติบโตโดยรวมให้กับธุรกิจในอีกทางหนึ่ง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าภายในปี 2565 จะเปิดให้บริการ “อิ่ม 24 ชม. Vending Box” ในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์กว่า 100 แห่ง โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือด้านการค้าปลีกในสถานีบริการน้ำมันครั้งสำคัญที่มุ่งเน้นการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาการเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว สร้างความคุ้มค่าและความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้แนวคิด “เติมความสุขทุกเส้นทางไปกับคาลเท็กซ์” ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ Smart Partnership ภายใต้วิสัยทัศน์ “Smart Value for All” ที่มุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” นายชุตินธร กล่าวทิ้งท้าย

“เพชรสมุย ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม” คว้าชัยในศึก THAI FIGHT 2019 รอบแรก ริมชายหาดบางแสน

0

อีซูซุเปิดศึกมวยไทยโลก “THAI FIGHT 2019” รอบคัดเลือกรอบแรกสุดอลังการริมหาดบางแสน พร้อมแสดงความยินดีกับ “เพชรสมุย ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม” แชมป์มวยอีซูซุคัพซูเปอร์ไฟต์ 2019 ซึ่งคว้าชัยตามคาด ชนะน็อกนักชกจากอิหร่าน ขึ้นแท่นเข้าชิง “THAI FIGHT 2019” รอบรองชนะเลิศ ในวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน ศกนี้ ที่จังหวัดตาก

                 คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขัน THAI FIGHT พร้อมด้วย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้ร่วมสนับสนุนหลักการแข่งขันฯ ร่วมเปิดการแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT 2019” รอบคัดเลือกรอบแรก ใน “THAI FIGHT บางแสน” เนรมิตลานอเนกประสงค์แหลมแท่นให้เป็นสังเวียนมวยไทยระดับนานาชาติ ผสานแสงสีสปอร์ตเอ็นเตอร์เทนเมนท์ตามแบบฉบับไทยไฟท์ ต้อนรับแฟนมวยชาวไทยและแฟนมวยจากนานาประเทศนับพันคน

                คู่เด่นของการแข่งขัน THAI FIGHT 2019 รอบคัดเลือกรอบแรก เป็นการพบกันระหว่าง “เพชรสมุย ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม” แชมป์มวยอีซูซุคัพซูเปอร์ไฟต์ 2019 พบกับ “นาเซอร์ ซาจจาดี่” (Naser Sajjadi) นักชกจากประเทศอิหร่าน ในมวยไทยแบบสวมนวม พิกัด 63 กิโลกรัม เพชรสมุยฟิตเต็มร้อย สาดอาวุธครบเครื่องทันทีที่ลั่นระฆัง เสยหมัดซ้ายเข้าปลายคางนาเซอร์จนคว่ำกลางสังเวียน ชนะน็อก ยก 1 แบบพลิกโลก นอกจากนี้ ทีมนักชกไทยทั้งแบบสวมนวมและแบบคาดเชือก ยังคว้าชัยเอาชนะนักชกจากนานาชาติได้แบบครบทีมอีกด้วย

ผลการแข่งขัน THAI FIGHT 2019 รอบคัดเลือกรอบแรก มีดังนี้

1.พยัคฆ์สมุย ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม (ไทย) ชนะคะแนน มาลิค บอลโล (ฝรั่งเศส)

2.ชนะจน พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม (ไทย) ชนะคะแนน ชาร์ลี เกสท์ (สหราชอาณาจักร)

3.เพชรสมุย ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม (ไทย) ชนะน็อก นาเซอร์ ซาจจาดี่ (อิหร่าน)

4.กิตติ ส.จ.แดนระยอง (ไทย) ชนะน็อก เมห์ดี่ เจาอูดี่ (ฝรั่งเศส)

5.แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม (ไทย) ชนะน็อก บาตจาร์กอล ซันดุย (มองโกเลีย)

6.สมิงเดช ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม (ไทย) ชนะน็อก มิทช์ ฟาเรล (ฝรั่งเศส)

7.เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง (ไทย) ชนะน็อก โมฮัมเหม็ดโฮซีน โดโรเดียน (อิหร่าน)

8.ป.ต.ท. ว.รุจิรวงศ์ (ไทย) ชนะน็อก มูฮัมหมัด คาลิล (นอร์เวย์)

9.สุดสาคร พยัพคำพันธุ์ (ไทย) ชนะคะแนน แอนดี้ อูสตาลู (เอสโตเนีย)

                การแข่งขัน “THAI FIGHT 2019” รอบรองชนะเลิศ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน ศกนี้ ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ส่วนรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม ศกนี้ ที่จังหวัดภูเก็ต  ซึ่งผู้ครองตำแหน่งแชมป์ “THAI FIGHT 2019” ในแต่ละรุ่น จะได้ครองถ้วยพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยรางวัลรถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” พร้อมเงินสดรวม 2,500,000 บาทไปครองอีกด้วย

แกร็บ ประเทศไทย ฉลองปี’62 ด้วยยอดเรียกใช้บริการกว่า 120 ล้านครั้ง

0

แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศยอดเรียกใช้บริการรวมกว่า 120 ล้านครั้ง ภายใน 10 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2562 โดยยอดการใช้บริการที่แข็งแกร่งใน 18 จังหวัด 20 เมืองทั่วประเทศที่แกร็บให้บริการ* จากความนิยมในการใช้บริการออนดีมานด์เพื่อการเดินทาง การส่งพัสดุและสินค้า รวมถึงการส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มของแกร็บฟู้ด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จครั้งนี้ โดยแกร็บฟู้ดถือเป็นแพลตฟอร์มส่งอาหารอันดับหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย

“แกร็บฟู้ดเติบโตอย่างรวดเร็วไปยัง 14 เมืองและจังหวัดในไทย ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศไทยในภาพรวม นอกจากเราจะช่วยผู้ใช้บริการให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ได้รับความคุ้มค่า สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่เข้าถึงได้ยากในอดีตแล้วเรายังสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับธุรกิจให้เข้ากับยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น” นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าว

แกร็บฟู้ด: ดาวเด่นแห่งปี 2562

แกร็บฟู้ดยังคงครองอันดับหนึ่งในฐานะแบรนด์โปรดของลูกค้าในการสั่งอาหารออนไลน์ โดย 54 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคลงคะแนนให้แกร็บฟู้ดเป็นแพลตฟอร์มการสั่งอาหารออนไลน์ที่ใช้บ่อยที่สุดในไตรมาส 3 ของปี พ.ศ. 2562 โดยแบรนด์ของคู่แข่งอยู่ที่ 21 เปอร์เซ็นต์  จากการวิจัยทางการตลาดโดยกันตาร์ ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคเชิงลึก

ความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้มาจากกลยุทธ์การผูกพันธมิตร (partnership) ที่แข็งแกร่งกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย ไปจนถึงสตรีตฟู้ด และร้านดังในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการมอบนวัตกรรมของรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมบนแพลตฟอร์มของแกร็บให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“เราเข้าใจเป็นอย่างดีว่านวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ได้หมายถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ การเปิดแกร็บคิทเช่นซึ่งเป็นคลาวด์คิทเช่นในประเทศไทย ณ ตลาดสามย่าน ในต้นเดือนตุลาคม ซึ่งรวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มอันหลากหลายไว้ที่ครัวกลาง เพื่อช่วยขจัดช่องว่างและข้อจำกัดด้านสถานที่ตั้งของร้านอาหารในพื้นที่ต่างๆ โดยแกร็บคิทเช่น จะช่วยให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารของเราเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพื่อขยายสาขา ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็สามารถเพลินเพลินกับเมนูโปรดโดยที่ไม่ต้องเดินทางไกล” นายธรินทร์ กล่าวเพิ่มเติม

“นอกจากนี้ พาร์ทเนอร์ร้านอาหารยังมั่นใจได้ถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มของเรา โดยพาร์ทเนอร์ร้านอาหารสามารถร่วมในโปรโมชั่นและแคมเปญของแกร็บในขณะที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยแคมเปญต่างๆ บนแพลตฟอร์มของเราเป็นแคมเปญที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งาน รวมถึงมีประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดขาย ความสำเร็จของแคมเปญเหล่านี้หมายถึงจะมีพาร์ทเนอร์ร้านอาหารเข้าร่วมแคมเปญของเรามากขึ้น และเสริมให้แคมเปญของเรายิ่งใหญ่และดีมากขึ้น”

แคมเปญล่าสุดของแกร็บฟู้ดคือ GrabFood Xclusive ได้ส่งมอบดีลเด็ดให้กับลูกค้ากว่า 9,000 ดีล จากกว่า 350 แบรนด์ ซึ่งช่วยให้พาร์ทเนอร์ร้านค้าที่เข้าร่วมมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2.5 เท่า

นอกจากนี้ แกร็บยังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในการส่งมอบบริการ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ และโปรโมชั่นที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้บริการ โดยแกร็บเปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ ‘แกร็บ 11.11’ แคมเปญ 1 แถม 1 ตลอดเดือน ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน จนถึง 1 ธันวาคมนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

– ดีลเด็ดกว่า 10,000 ดีลจากสุดยอดร้านอาหารแบรนด์ดังกว่า 400 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารในเครือเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป พิซซ่า ฮัท แมคโดนัลด์ เท็กซัส ชิคเก้น มากุโระ เกียวโตอินาริ JipJip สังขยา & นมสด และแบรนด์อาหารอื่นๆ

– ทุกการใช้บริการบนแอปพลิเคชันแกร็บ (ยกเว้นการจองรถล่วงหน้า) ผู้ใช้บริการจะได้รับคูปองส่วนลดไว้ใช้ในศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล

พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัลด้วยการจับจ่ายผ่านแกร็บเพย์ วอลเล็ต ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับแคชแบ็กสูงสุด 120 บาท

* ปัจจุบัน แกร็บให้บริการครอบคลุม 20 เมืองใน 18 จังหวัดทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย กรุงเทพฯ และปริมณฑล พัทยา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ เชียงราย อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ หัวหิน เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ กระบี่ ภูเก็ต และตรัง

ขับรถอย่างมั่นใจ ไร้กังวล ด้วย 7 เคล็ดลับง่ายๆ จากฟอร์ด

0

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้สัญจรบนท้องถนนต่างก็เสียเวลาไปกับการขับรถ จากผลการศึกษาของบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป คนกรุงเทพฯ ประสบปัญหานี้มากที่สุด ด้วยสถิติการใช้เวลาบนถนนโดยเฉลี่ยถึง 72 นาที หรือ 18.2 วันต่อปี ในการเดินทางไปกลับที่ทำงานและที่พัก ไม่ใช่เพียงในกรุงเทพฯ เท่านั้น เมืองอื่นๆ ในภูมิภาคอย่าง มะนิลา (66 นาที) ฮานอย (58 นาที) โฮจิมินห์ (51 นาที) ก็ใช้เวลาบนถนนมากกว่าเวลาโดยเฉลี่ยทั่วโลก (42 นาที) เลยทีเดียว

หลายคนที่เดินทางคนเดียวรู้สึกผ่อนคลายที่ได้ปลีกวิเวก เพราะการได้ใช้เวลาตามลำพังทำให้มีสมาธิคิดถึงสิ่งที่จะต้องทำ หรืออย่างน้อยก็พักผ่อนและฟังเพลงดีระหว่างขับรถ ในทางกลับกัน หลายคนอาจมองว่าการอยู่บนถนนนานๆ เป็นเรื่องชวนอารมณ์เสีย เพราะเวลาที่ควรจะได้นั่งคิดอะไรเพลินๆ ถูกขัดจังหวะด้วยการจราจรติดขัดและความวุ่นวาย

“การที่จะต้องเผชิญหน้ากับรถติด และคนขับรถอื่นๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องที่เครียดที่สุดที่เราต้องเจอเป็นประจำ” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว “ดังนั้นการทบทวนว่าเราทำอะไรอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ และเราควรจะเริ่มคิดถึงการขับรถอย่างมั่นใจไร้กังวลได้แล้ว”

ความหมายของ “ขับอย่างมั่นใจไร้กังวล” นั้นง่ายนิดเดียว คุณแค่เพียงควบคุมในสิ่งที่คุณทำได้ และจัดการในสิ่งที่คุณทำไม่ได้ เพียงปรับมุมมอง เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และปรับตัวกับทุกความวุ่นวายด้วยความใจเย็น

นั่งให้สบาย ผ่อนคลาย และมุ่งความสนใจไปที่เรื่องสำคัญ โดยไม่ปล่อยให้ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นภายนอกรบกวนความคิด คุณสามารถทำให้การเดินทางบนถนนน่ารื่นรมย์ขึ้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

เริ่มจากการเคลียร์ขยะบนรถ

คุณคงไม่ใช้เวลามากมายนักในการเก็บขยะบนรถ ถึงแม้รถคุณอาจจะไม่ได้รก แต่ห้องโดยสารที่สะอาดย่อมทำให้รถน่านั่งมากขึ้น คุณจะใช้ความคิดได้สะดวกขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เพียงแค่ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการทิ้งขยะและนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นต่างๆ ออกจากรถ นำเหรียญที่อยู่ในที่วางแก้วออก ทิ้งใบเสร็จเก่าๆ ที่อยู่ในถังขยะ รวมถึงขวดน้ำเก่าที่อยู่บนพื้น หรือของจิปาถะต่างๆ ที่เก็บไว้โดยไม่ได้ใช้ อย่าลืมดูใต้เบาะที่นั่งเพื่อเช็คของที่ตกอยู่ และเคลียร์พื้นที่ท้ายรถให้เรียบร้อยด้วย

ลดความกังวลในยามเช้า

การไปทำงานสายทำให้เกิดความเครียด จึงควรตื่นเช้าขึ้นอีกนิดให้มีเวลาเตรียมตัวไปทำงาน การออกจากบ้านช้าอาจทำให้ถึงที่ทำงานช้า จึงควรเผื่อเวลาไว้สำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในการจราจรระหว่างทาง การออกจากบ้านเช้าขึ้นช่วยสร้างความแตกต่างในการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน สามารถใช้งานระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ” (Navigation System) ทำให้คุณคาดการณ์การจราจรบนเส้นทางที่คุณใช้ทุกวันได้ล่วงหน้าและวางแผนการเดินทางได้

3. สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

คุณสามารถทำให้รถมีบรรยากาศสงบผ่อนคลายได้ด้วยการใช้กลิ่นหอมในรถ กลิ่นคือหนึ่งในสัมผัสที่ทรงพลังที่สุด กลิ่นรถใหม่เป็นสิ่งหนึ่งที่คนชอบที่สุด แต่ยังมีกลิ่นอื่นๆ ที่ช่วยทำให้คุณสดชื่นขึ้นได้ยามที่รู้สึกหงุดหงิด จากบทความนี้ กลิ่นดังต่อไปนี้ช่วยให้จิตใจของคุณสงบลงได้เมื่อเกิดความเครียด

– กลิ่นมะนาวช่วยเพิ่มสมาธิ และทำให้ผ่อนคลาย

– กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยลดความเครียด

– กลิ่นมะลิช่วยทำให้ใจเย็นลง และทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นได้

– กลิ่นอบเชยช่วยให้หายเหนื่อยล้า และทำให้มีสมาธิมากขึ้น

4. อย่าเร่งเครื่องเร็วนัก

การขับรถโดยใช้อารมณ์จะทำให้คุณเปลืองเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น ยิ่งกดคันเร่งแรงเท่าไร ยิ่งใช้เชื้อเพลิงมากเท่านั้น งานวิจัยฉบับนี้รายงานว่าการกดคันเร่งแรงทำให้รถเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นถึง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว นอกจากนี้ การควบคุมเท้าขวาของคุณ ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณประหยัดเชื้อเพลิงได้ แต่คุณจะรู้สึกผ่อนคลายขณะขับรถมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองได้ทันต่อสถานการณ์บนถนน นอกจากนั้นการขับช้าลงทำให้คุณใจเย็นขึ้นด้วย

5. เปลี่ยนเพลงให้อารมณ์ดีขึ้น

เพลงส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคนขับ เพลงจังหวะเข้มข้นอาจทำให้เพ่งสมาธิ และตอบสนองต่อสถานการณ์บนถนนได้เร็วขึ้น แต่ก็สามารถทำให้คุณอารมณ์อ่อนไหว และเครียดง่ายขึ้นได้เช่นกัน ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์คุกรุ่น ลองเปลี่ยนไปฟังเพลงที่ฟังสบายขึ้นทันที การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนเพลงอย่างฉับพลันเป็นผลให้อารมณ์คนขับเย็นลงได้ง่ายกว่าการค่อยๆ เปลี่ยน หากเพลงร็อคทำให้ใจคุณเต้นแรงเกินไป ลองฟังเพลงที่เบาสบายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคุณอาจจะเปิดออดิโอบุ๊ค หรือพอดแคสท์เบาสมองแทนก็ได้ การหัวเราะไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเท่านั้นแต่ยังมีการวิจัยกล่าวว่ายังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังลดความตึงเครียดอีกด้วย

6. อย่าใส่ใจคนขับจอมจี้ท้าย และมอเตอร์ไซค์ขาซิ่ง

การไม่สนใจไม่ได้หมายความว่าเราไม่รับรู้ แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้เพื่อนร่วมถนนทำให้คุณเครียดและมีผลกระทบต่อการขับรถของคุณ สุดท้ายแล้วการตื่นตัวตลอดเวลาก็ทำให้ขับขี่ปลอดภัย ไม่ว่าคุณจะขับด้วยความเร็วคงที่ หรือใช้ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) อย่างไร ก็จะมีคนพยายามแซง หรือจี้ท้าย เปิดไฟไล่ คนขับรถฝ่าไฟแดง หรือไม่ก็มีคันชอบเปลี่ยนเลนไปมา โดยไม่ให้สัญญาณอยู่ดี

ปล่อยวางเรื่องน่าหงุดหงิดพวกนั้นไป เพราะคุณไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาทำผิด และไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะไปแก้ไขความผิดของคนอื่นๆ แล้วหันมามีสมาธิไปกับการขับขี่ของคุณเองดีกว่า หลีกเลี่ยงการขับฉวัดเฉวียนของรถคันอื่นที่อาจจะเป็นอันตรายกับคุณ ด้วยการหลีกเข้าเลนในสุด เพื่อให้รถที่เร็วกว่าแซงไปก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้เลนเดิมได้เมื่อต้องการ ตัวช่วยอย่างระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) จะช่วยให้คุณทราบได้ว่าจุดบอดไม่มีรถ และระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติก็จะช่วยให้คุณรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งรถฟอร์ดบางรุ่นมีระบบจำกัดความเร็วให้คุณไม่ขับเร็วจนเกินไปเช่นกัน

7. หายใจลึกๆ และผ่อนคลาย

เรื่องจิตใจคือสิ่งที่ทรงพลัง ดังนั้นการทำให้พยายามทำให้ใจสงบผ่อนคลายลงจึงอาจจะเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด ถึงแม้จะไม่แนะนำให้เข้าสมาธิระหว่างการขับรถเพื่อความปลอดภัย แต่การฝึกกำหนดลมหายใจจะช่วยให้คุณมีสมาธิและรู้สึกสงบลงได้เช่นเดียวกัน

วิธีที่สามารถทำได้ง่ายคือเทคนิคหายใจเข้าออกสลับกันครั้งต่อครั้ง โดยหายใจเข้าและออกเป็นเวลาเท่ากัน และหนักเบาเท่ากัน การหายใจลึกๆ อย่างสม่ำเสมอช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนได้เต็มที่ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้ความดันเลือดคงที่ ตรงกันข้ามกับการหายใจสั้นๆ ซึ่งอาจจะนำอากาศเข้าไปไม่ถึงส่วนลึกของปอด อาจจะทำให้คุณมีอาการวิตก และหายใจไม่ทันได้ อย่างไรก็ตาม วิธีฝึกหายใจนั้นไม่ได้เหมาะกับการทำในรถไปทุกวิธี ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการกำหนดลมหายใจที่ยาก เพื่อตั้งใจมองถนน และอย่าง่วนอยู่กับการนับลมหายใจจนเกินไปจนทำให้เสียสมาธิในการขับรถ

เพียงปรับทัศนคติของตนเอง และใช้วิธีง่ายๆ ใครๆ ก็ขับอย่างมั่นใจ ไร้กังวลได้ทั้งนั้น

นิสสัน อัลเมร่า เทอร์โบ 1.0 ลิตรใหม่ หรูเด่นล้ำราคาโดนเริ่มต้น 499,000 บาท

0

ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ที่เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร รถยนต์แบบซีดานอัจฉริยะสำหรับการใช้งานในเมืองที่สมบูรณ์แบบ

อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการออกแบบให้ มีเสน่ห์ ทันสมัย และตื่นเต้นเร้าใจ เปิดตัวในงาน ‘Challenge All Beliefs’ ระดับโลกที่กรุงเทพฯ นิสสันท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดเกี่ยวกับรถยนต์ซีดานในเซ็กเมนต์นี้ด้วย นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ซึ่งออกแบบอย่างประณีต และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น

“การเปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยสำหรับนิสสันที่มีต่อภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาบุคคลากรในประเทศไทยที่มีคุณภาพการผลิตระดับโลก” ยูทากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย “นิสสันกำหนดให้ อัลเมร่า ใหม่ ท้าทายทุกความเชื่อกับรถยนต์ซิตี้คาร์ และต้องการมอบเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของเรา”

เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ รหัส HRA0 ของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ให้กำลังมากสูงสุด 100 พีเอส (Ps) และแรงบิดถึง 152 นิวตันเมตร (Nm) มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 23.3 กม. ต่อลิตร* มีอัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) สมรรถนะของอัลเมร่า ใหม่ จึงโดดเด่นในรถยนต์กลุ่มซิตี้คาร์

“นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เป็นรถอินเทลลิเจนท์ เออเบิน ซีดาน ที่ครองใจครอบครัวคนรุ่นใหม่ และกลุ่มมิลเลนเนียล” ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “อัลเมร่า ใหม่ ยกระดับความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมขั้นสูง มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะซื้อรถยนต์คันใหม่ สามารถมั่นใจ และตัดสินใจซื้อรถยนต์คันสำคัญของพวกเขาได้อย่างไม่ลังเลใจ”

ขณะที่การเปิดตัวนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ถูกออกแบบเพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์สำหรับรถยนต์เพื่อการขับขี่ในเมือง หรือ urban sedan จัดขึ้นที่โกดัง สเตเดียม ในกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่ถึง 5,600 ตารางเมตร ได้รับการดัดแปลงและออกแบบใหม่อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อสร้างเมืองอัลเมร่า ที่พร้อมพรั่งไปด้วยอาหารไปจนถึงการจัดแสดงศิลปะ และงานสร้างสรรค์อื่นๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนแนวคิด ‘Challenge All Beliefs’ หรือ ‘เปลี่ยนทุกสิ่งที่เคยเชื่อ’

ผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 600 คน ได้รับชม นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ภายในงาน พร้อมด้วยสื่อมวลชนจำนวน 300 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบขับในเวลากลางคืน ในสถานีทดสอบต่างๆ บนพื้นที่ถึงกว่า 12,000 ตารางเมตร บริเวณรอบๆ พื้นที่จัดงาน

“ที่นิสสัน ลูกค้าคือหัวใจสำคัญในทุกสิ่งที่เราทำ และเราพร้อมนำเสนอวิธีการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า” อดิศัย สิริสิงห รองประธานสายงานการตลาด     นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “ดังนั้นเมื่อคุณได้เห็น นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงมากมาย คุณจะเข้าใจการเปิดตัวในธีม ‘Challenge All Beliefs’ เพราะนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ที่คุณเคยคิดว่าได้รู้จักรถคันนี้แล้ว”

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีดีไซน์ที่ทันสมัย ภายในสะดวกสบาย และกว้างขวาง สร้างความประทับใจแก่ผู้ขับขี่ตั้งแต่ครั้งแรก เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยจะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้านิสสัน โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก และกลุ่มมิลเลนเนียล

ภายใต้การออกแบบใหม่ ดีไซน์ให้มิติภายนอกปราดเปรียวขึ้น กว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์ของนิสสัน แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” นิสสัน     อัลเมร่า ใหม่ มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าและไฟท้ายทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (kick-up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (floating roof)

ภายในของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับแผงหน้าปัดแบบใหม่ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ พวงมาลัยและที่นั่งผู้โดยสาร และภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างมีสไตล์ ใช้วัสดุคุณภาพสูงที่เน้นความประณีตในการประกอบ พร้อมด้วยพื้นที่ว่างเหนือศีรษะ และพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง คงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำในด้านความกว้างขวางที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน

นอกจากนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ที่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยและป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสายบริเวณด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังของรถ เทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นเป็นองค์ประกอบสำคัญในวิสัยทัศน์ของนิสสัน เกี่ยวกับพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อน วิถีของการขับขี่ และการบูรณาการรถยนต์ให้เข้ากับสังคม

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดใน นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ซึ่งมีนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ได้แก่ เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) และเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) และเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection–MOD) ด้วยกล้องสี่ตัวที่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง รอบคัน

ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect พร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVI ช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายด้วยการนำระบบสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง ระบบความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยและอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวด้วยการเชื่อมต่อที่ราบรื่นผ่านสมาร์ทโฟน

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีทั้งหมดห้ารุ่นย่อย ได้แก่ S, E, EL, V และ VL มาพร้อม 6 สี ได้แก่ สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) สีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange) สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White) สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic) และสีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) โดยราคาสำหรับอัลเมร่า ใหม่ ทั้งห้ารุ่น ดังนี้:

รุ่น S: 499,000 บาท

รุ่น E: 509,000 บาท

รุ่น EL: 559,000 บาท

รุ่น V: 599,000 บาท

รุ่น VL: 639,000 บาท

ทั้งนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ พร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ และจะเริ่มส่งมอบรถ ในเดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมการประกันรถยนต์เป็นเวลา สามปีหรือ 100,000 กิโลเมตร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามจากผู้จำหน่ายของนิสสัน หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย

*ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลือง NEDC (New European Driving Cycle)

ฮอนด้า ส่งซิงเกิ้ล “เปิด” เวอร์ชั่น REIMAGINE โดยบอย โกสิยพงษ์ ลงเพลย์ลิสต์ Jooxย้ำปรากฏการณ์ครั้งใหม่เปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ครั้งแรกในโลก

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชูกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ส่งซิงเกิ้ลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “เปิด” เวอร์ชั่น REIMAGINE โดย บอย โกสิยพงษ์ ลงเพลย์ลิสต์ Joox มิวสิคสตรีมมิ่งแอปพลิเคชั่นยอดนิยม และ Youtube Channel: Honda Thailand ในวันนี้ เพื่อใช้ในแคมเปญสื่อสารการเปิดตัวรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เจเนอเรชันที่ 5

ซึ่งเป็นการนำเพลง “เปิด” หนึ่งในเพลงฮิตของนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ชั้นนำของวงการเพลงไทย “บอย โกสิยพงษ์” มาเรียบเรียงซาวด์ดนตรีและแต่งเนื้อร้อง พร้อมใส่เนื้อหาท่อนแร็ปใหม่ ที่สะท้อนมุมมองของการใช้ชีวิตและเป็นพลังขับเคลื่อนให้ก้าวไปสู่จุดหมาย สอดคล้องกับแนวคิดของรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ที่จะมาส่งมอบคุณค่าที่เกินความคาดหมายของรถซิตี้คาร์ โดยได้ “คิว วงฟลัวร์” สุวีระ บุญรอด นักร้องหนุ่มที่มีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ และ “มิน” เพชรชมพู พันธิสุนทร แร็ปเปอร์สาวรุ่นใหม่ มาร่วมถ่ายทอดบทเพลง

พร้อมกันนี้ ฮอนด้ายังขอเชิญชวนแฟนคลับ ฮอนด้า ซิตี้ และผู้ที่สนใจมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “เปิด” ปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในงานเปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ครั้งแรกในโลก ในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562 โดยสามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ทาง www.honda.co.th/thecityregister ตั้งแต่ 14 – 20 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งผู้โชคดีจะได้รับ SMS และอีเมลยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมงาน (1 สิทธิ์ต่อ  1 ท่าน) ภายในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562

จุฬาฯ ผนึกภาครัฐ-เอกชน เปิดหลักสูตรออนไลน์แห่งแรก เสริมทักษะใหม่ให้บุคลากรรองรับยุคอุตสาหกรรม 4.0

0

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนเปิดตัวโครงการนำร่อง “Upskilling / Reskilling Industrial Workforce for Thailand 4.0 : Data Science Pathway by Western Digital and CHULA  MOOC  Achieve” มุ่งพัฒนาและเสริมทักษะแก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ สู่ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) หลักสูตรนี้ เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบออนไลน์ ที่ทันสมัยมีเนื้อหากระชับ เข้าใจง่าย เข้าถึง ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมกับการฝึกปฏิบัติและการทดสอบ รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่นๆ เมื่อเรียนจบชุดวิชา (Pathway) ผู้เรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับใบประกาศนียบัตรจากโครงการ CHULA MOOC Achieve เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถตามลำดับผลการเรียน

ทั้งนี้ จุฬาฯ ร่วมกับ อว. บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด (BIH) จัดงานเปิดตัวโครงการนำร่อง ในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี ๖๐ พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการนี้ เน้นพัฒนาทักษะผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science/Data Analytics) ในหน่วยงานและองค์กรเพื่อสามารถปรับตัว และรองรับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม (Disruption) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  กล่าวว่า โจทย์ของประเทศคือจะทำอย่างไรให้คนไทยมีทักษะแห่งศตวรรษใหม่ และก้าวสู่ความเป็นพลเมืองดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ได้ และจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนากำลังคนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็มศึกษา(STEM) เพื่อมาใช้เป็นหัวใจในการสร้างคน

“เราจะต้องเอาสะเต็มไปฝังอยู่ในประชาชนให้ได้ ผมจึงตั้ง CAREER FOR THE FUTURE ACADEMY จะได้เห็นว่ามันไม่ใช่วิทยาศาสตร์เพียวๆ แล้ว มันจะเหมือนเป็นการเอาทักษะที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ไปไว้ที่ประชาชนไป RESKILL เขา เพราะว่าจะมีคนตกงานเพราะสกิลเราเปลี่ยน” ดร.สุวิทย์ กล่าว

มร. ฟิลิป เบอร์นาร์ด รองประธานบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์เปอเรชั่น กล่าวว่า “บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล จำเป็นต้องมีศักยภาพการแข่งขันในตลาด เราไม่สามารถปฎิเสธได้ว่า ระบบวิเคราะห์ เทคโนโลยีคลาวด์อินเตอร์เน็ต และปริมาณข้อมูลดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้อย่างมาก และใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูลเพื่อทำให้โรงงานของเรามีความทันสมัยมากขึ้น ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ยุคดิจิทัลโดยนำระบบอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้”

“วิทยาศาสตร์ข้อมูลเป็นวิธีคาดการณ์อนาคตและแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายจริง เป็นวิธีสำรวจเพื่อมุ่งวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตและปัจจุบันเพื่อทำนายผลลัพธ์ในอนาคตซึ่งนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และยังเป็นวิธีช่วยสร้างความเข้าใจใน เชิงลึกและทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น วิทยาศาสตร์ข้อมูลจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมและเศรษฐกิจโลก จึงสำคัญยิ่งสำหรับเราที่สร้างเสริมทักษะที่จำเป็นด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลให้กับบุคลากรเพื่อทำให้บริษัทจัดการกับข้อมูลได้อย่างชาญฉลาด ผมเชื่อว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน “วิทยาศาสตร์ข้อมูล” เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการมีอนาคตที่ยั่งยืน ทั้งยังทำให้แน่ใจว่าเราใช้โซลูชั่นที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา”

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายปฏิบัติการฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยภาครัฐบาลมีเป้าหมายที่จะนำพาประเทศเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” และมุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้องค์กรสามารถเติบโตในบริบทใหม่ได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

“ผมอยากเห็นคนของเวสเทิร์น ดิจิตอล เก่งยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ในอดีตเราพัฒนาเพื่อนพนักงานเพื่อมาทำธุรกิจ คราวนี้เราอยากจะทำตามใจเพื่อนพนักงานดูบ้าง” ดร. สัมพันธ์ กล่าวศาสตราจารย์

ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการศึกษา จุฬาฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการต่อยอดความรู้ให้คนในสังคม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล Thailand 4.0 และ Thailand New S-Curve จึงริเริ่มโครงการ CHULA MOOC Achieve ได้พัฒนาต่อจากโครงการการเรียนการสอนออนไลน์ CHULA MOOC เดิม เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กรและผู้ประกอบการภาคธุรกิจ เสริมสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล โดยเพิ่มหลักสูตรสำหรับต่อยอดอาชีพใน 5 สายงาน ได้แก่ การบริหารจัดการ (Management) วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT/Data/Technology) ภาษา (Languages) ศิลปะและการพัฒนาตนเอง (Art&Self Development) วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) เราคาดหวังว่าจะมีผู้สนใจเข้าเรียนเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคน

“โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ต้องพัฒนาขวนขวายเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพิ่มเติมตลอดเวลา การเรียนรู้ผ่าน CHULA MOOC/CHULA MOOC Achieve เป็นช่องทางในการพัฒนาทักษะ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา”

ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของโครงการ CHULA  MOOC  Achieve คือ มีเนื้อหาเป็นภาษาไทยซึ่งเอื้อประโยชน์แก่ผู้เรียน สอนโดยอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยการนำเสนอเนื้อหาอย่างตรงประเด็น กระชับ ชัดเจน ผ่านคลิปวิดีโอมีความยาวในแต่ละตอนประมาณ 7-10 นาที มีการใช้ภาพและกราฟิก กรณีศึกษาใช้ Facebook Group เป็นสื่อกลางในการสร้างปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนสามารถถาม-ตอบเกี่ยวกับวิชาเรียนได้ทันที ทั้งยังเป็นห้องสนทนา (community) สำหรับสมาชิกในห้องเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ต่างๆ ในหัวข้อที่เรียน มีระบบ Learning Management System (Mycourseville) รวมถึงกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ มีแบบทดสอบท้ายบทให้ผู้เรียนได้ทดลองทำเพื่อประเมินความเข้าใจในแต่ละบทเรียน โดยใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ 3 เดือน ผู้เรียนที่เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์ตามรายวิชาที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจาก CHULA  MOOC  Achieve 

ดร. ผาณิต เสรีบุรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการหลักสูตร Data Science Pathway และกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่นๆ กล่าวว่า สำหรับการเปิดตัวโครงการในวันนี้ ทีมงานจากบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล จำกัด คณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงทีมงานดูแลผู้เรียนจากบริษัท บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด ได้ทำงานใกล้ชิดกันเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมต่อยอดจากการเรียนออนไลน์ Data Science Pathway ไม่ว่าจะเป็น เวิร์คชอปเพื่อเสริมความรู้ด้าน Python และ Rapidminer รวมถึง กิจกรรมพบปะผู้สอนและรับฟังการบรรยายพิเศษที่โรงงาน เวสเทิร์น ดิจิตอล ในจังหวัด ปราจีนบุรี โดยความมุ่งหมายสูงสุดของหลักสูตรคือต้องการให้คนเวสเทิร์น ดิจิตอล เก่งยิ่งขึ้นไปอีก และ ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรด้วยทักษะใหม่ นั่นก็คือ วิทยาศาสตร์ข้อมูล“

ในยุคดิจิทัลเราจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจริงได้ด้วยเทคโนโลยีและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ (community) ใหม่ๆ ให้กับผู้เรียน เพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีความสามารถและโอกาสใหม่ และช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0” ดร. ผาณิต กล่าว 

สำหรับผู้สนใจหรือต้องการสมัครเรียน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่อีเมล์contact@chulamoocachieve.com, FB. fanpage CHULA MOOC Achieve https://www.facebook.com/ChulaMoocAchieve/, LINE Official Account @achieveplus หรือ เว็บไซด์ https://www.chulamoocachieve.com/pathway/data-science

มิตซูบิชิ ปลื้มเติบโตต่อเนื่องตลอด 3 ไตรมาสปี 2562

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศยอดจำหน่ายและส่วนแบ่งการตลาดเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ยอดจำหน่ายรถยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อยู่ที่ 67,445 คัน ขยายตัวร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ยอดจำหน่ายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2562 อยู่ที่ 761,847 คัน เติบโตร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนแบ่งการตลาดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อยู่ที่ร้อยละ 8.9 เติบโตสูงขึ้นจากร้อยละ 8.2 ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561

“เรามีความยินดีต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2562 มาจนถึงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา ภายใต้สภาวการณ์ที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นมากขึ้นจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของแบรนด์อื่นในเซ็กเมนท์เดียวกับเรา” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

“เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเกิดขึ้นจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเราที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและลูกค้าของเราได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้โปรแกรมบริการหลังการขายเพื่อดูแลลูกค้าทั่วประเทศเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญต่อการเติบโตที่น่าพอใจของเรา” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

แรงขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มาจาก มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นก่อนหน้านี้และรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2562 รถอเนกประสงค์รุ่นนี้มียอดจำหน่ายรวม 3 ไตรมาสอยู่ที่ 10,377 คัน เติบโตร้อยละ 11.0 จากปีที่แล้ว ขณะที่รถครอสโอเวอร์ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มียอดจำหน่ายแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ของแบรนด์อื่น ๆ โดยมียอดจำหน่ายรวมตั้งแต่ต้นปีถึงไตรมาสที่ 3 รวมทั้งหมด 12,317 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 616.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

รถยนต์มิตซูบิชิรุ่นอื่นๆ ยังคงมียอดจำหน่ายที่แข็งแกร่งตลอด 3 ไตรมาสของปี 2562 ทั้ง มิตซูบิชิไทรทัน ใหม่ ยอดจำหน่ายรวม 26,914 คัน และรถซิตี้คาร์ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ยอดจำหน่ายรวม 17,837 คัน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายซึ่งปัจจุบันมี 226 แห่งทั่วประเทศ ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่เป็นมาตรฐานใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์องค์กร (CI) ใหม่ พร้อมมุ่งมั่นให้บริการด้วยมาตรฐานการปฏิบัติงานขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เจ้าของรถยนต์มิตซูบิชิ จะได้รับความสะดวกสบายในด้านบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องภายใต้สโลแกน “เราดูแล คุณแค่ขับ” ประกอบด้วย การมอบคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี อะไหล่แท้พร้อมบริการโดยช่างที่ผ่านการฝึกฝน การมอบความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้าถึงบริการและเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ อีกทั้งยังสะดวกสบายยิ่งขึ้นเมื่อใช้งานแอปพลิเคชั่น M-Drive ในการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสถานะตัวรถและการบริการ รวมถึงข้อมูลอื่นๆ

ช่วงเวลาที่เหลือของปี 2562 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติม และพร้อมสำหรับงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019) เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์และการบริการที่เหนือระดับ เพื่อความมุ่งมั่นและสร้างแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จใหม่ๆ ในชีวิต ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส