L.T. Group และ China Xinshidai ร่วมลงนามพัฒนา 4 อุตสาหกรรมไทย

บริษัท แอล.ที. กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท China Xinshidai Company (Poly/CXC) ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ ณ โรงแรม Golden Tulip Sovereign กรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างไทย–จีนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งพัฒนา 4 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ พลังงานแสงอาทิตย์ การส่งออกข้าวไทยคุณภาพสู่ตลาดจีน และอุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่

นางนัทพร สุริยกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายศักดิ์ชัย ภูเงิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.ที. กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างจีนกับภูมิภาคอาเซียน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยต่อยอดศักยภาพของไทย ทั้งในด้านเทคโนโลยี พลังงานสะอาด เกษตรมูลค่าสูง และระบบสุขภาพสมัยใหม่

Ma Ziteng กรรมการผู้จัดการ บริษัท China Xinshidai Company กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร และศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถบูรณาการกับเทคโนโลยีและเครือข่ายตลาดของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับ L.T. Group จะนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาวสำหรับกรอบความร่วมมือที่สำคัญ ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่

1. เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone Technology) เพื่อประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรและโลจิสติกส์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสนับสนุนการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

2. พลังงานสะอาด (Solar Energy) เพื่อผลักดันการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนพลังงาน

3. การส่งออกสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิและข้าวพรีเมียม ผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายของพันธมิตรในตลาดจีน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าและขยายโอกาสของสินค้าไทย

4. อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุข การวินิจฉัย และมาตรฐานการรักษาพยาบาลของไทย รองรับการพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ China Xinshidai Company เป็นองค์กรที่มีประสบการณ์ยาวนาน และมีความเชี่ยวชาญในหลายสาขา อาทิ เทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระบบเมืองปลอดภัย อุปกรณ์ไร้คนขับ พลังงานใหม่ การค้าระหว่างประเทศ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขณะที่บริษัทในเครือยังมีบทบาทด้านพลังงานสะอาดและโครงการโซลาร์ในหลายประเทศกำลังพัฒนา สะท้อนถึงศักยภาพของพันธมิตรจีนในการสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้อย่างรอบด้าน

ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของภาคเอกชนไทย–จีนในการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยไม่เพียงมุ่งตอบโจทย์ทางธุรกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า และการลงทุนอย่างเป็นระบบ

Related Articles

Stay Connected

269FansLike
2,760SubscribersSubscribe
- Advertisement -spot_img

Latest Articles