Home Blog

มาสด้า ปลื้มยอดจองงาน Motor Expo 2019 ทะลักเกือบ 4 พันคัน

0

มาสด้าเผยความสำเร็จยอดจองรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา ลูกค้าต่างหลั่งไหลเข้าชมงานอย่างล้นหลามพร้อมจองรถใหม่เกือบ 4 หมื่นคัน ส่วนมาสด้าก็มาแรงเช่นเดียวกัน มียอดจองเกือบ 4 พันคัน ชี้ให้เห็นถึงความต้องการและกำลังซื้อของลูกค้าที่ยังมีอยู่อีกมาก ส่งสัญญาณถึงทิศทางบวกของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ประสบความสำเร็จทั้งจำนวนผู้เข้าชมงานและจำนวนยอดจอง โดยเฉพาะรถยนต์มาสด้ามียอดจองเข้ามาสูงถึง 3,998 คัน และที่ร้อนแรงมากที่สุด คือ มาสด้า2 ใหม่ ที่เปิดตัวในงานดังกล่าวมียอดจองสูงสุดถึง 2,209 คัน ถัดมาเป็นรุ่นมาสด้า3 ใหม่ มียอดจองสูงถึง 780 คัน ส่วนรถอเนกประสงค์ 3-row crossover SUV มาสด้า CX-8 ใหม่ มียอดจองสูงถึง 442 คัน และรถอเนกประสงค์เอสยูวีอย่าง มาสด้า CX-5 ใหม่ มียอดจอง 245 คัน, มาสด้า CX-3 จำนวน 240 คัน, ปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO จำนวน 79 คัน ส่วนรถสปอร์ตโรดสเตอร์มาสด้า MX-5 จำนวน 3 คัน ทั้งนี้มาสด้ากำลังเร่งดำเนินการเพื่อส่งมอบรถใหม่ถึงมือลูกค้าให้เร็วที่สุด

บรรยากาศภายในบูธมาสด้าตลอด 12 วัน มีความคึกคักมากกว่าที่คาดการณ์ สืบเนื่องจากการที่มาสด้าเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในเวลาใกล้เคียงกันถึง 4 รุ่น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ผนวกกับดีไซน์ใหม่ที่โดดเด่น ส่งผลให้ลูกค้าเข้าเยี่ยมชมบูธอย่างเนืองแน่น ซึ่งลูกค้าที่ได้สัมผัสกับรถคันจริงต่างชื่นชมในความหรูหราของห้องโดยสารที่อัดแน่นไปด้วยวัสดุคุณภาพสูง อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ส่งผลให้ยอดจองในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 สูงเกือบ 4,000 คัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากตัวเลขยอดจองที่เกิดขึ้นทำให้เรายังมองเห็นกำลังซื้อของลูกค้าที่ยังคงมีอยู่อีกมาก สามารถบ่งชี้ได้ว่าสภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยยังมีทิศทางที่สดใส เพียงแต่ผู้บริโภคต้องการความเชื่อมั่นเท่านั้น และแม้จะสิ้นสุด Motor Expo 2019 ไปแล้ว มาสด้ายินดีที่จะส่งมอบความสุขให้ลูกค้าต่อเนื่องไปจนถึงวันสุดท้ายของปี ด้วยการขยายระยะเวลาแคมเปญ Mazda Festive Moment กับอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 6 ปี ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance นาน 1 ปี ทุกรุ่น และโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Mazda Added Protection สูงสุด 5 ปี ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม นี้ ลูกค้าสามารถทดลองขับขี่และรับความพิเศษนี้ได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

เอ.พี. ฮอนด้า ประกาศผล 15 นักบิดดาวรุ่งผ่านคัดเลือกสู่อะคาเดมี่ปีที่ 3

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยและผู้บุกเบิกโครงการเรซทูเดอะดรีม ประกาศผลการคัดเลือกนักบิดเยาวชนเข้าสู่โครงการ เอ.พี. ฮอนด้า อะคาเดมี่ ปีที่สาม หลังมีเยาวชนเข้าร่วมสมัครในปีนี้มากถึง 131 คน มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 35% ล่าสุดได้มีการคัดเหลือเพียง 15 คนสุดท้าย ซึ่งทั้งหมดจะเป็นดาวรุ่งกลุ่มใหม่ที่จะได้รับการปลุกปั้นจากฮอนด้ามุ่งสู่เป้าหมายส่งคนไทยคนแรกสู่การแข่งขันโมโตจีพีปี 2025

การคัดเลือกรอบสุดท้ายถูกจัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้ากรุงเทพฯ ท่ามกลางเยาวชนและผู้ปกครองที่เข้ามาให้กำลังใจกันอย่างคับคั่ง โดยมีเยาวชนที่ผ่านรอบสุดท้ายทั้งหมด 32 คน แบ่งเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกจากกรุงเทพฯ 19 คน จากเชียงใหม่ 8 คน และจากชลบุรีอีก 5 คน โดยมี มร.ชินนิชิ อิโตะ อดีตนักบิดระดับโลกจาก HRC และ ฟิลม์-รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตนักแข่งโมโตทูคนแรกของไทยร่วมเป็นคณะกรรมการคัดเลือก โดยรายชื่อนักแข่งที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 15 คนประกอบไปด้วย

1. ด.ช.จิรภัทร สมสุขดี(ไอโฟน) อายุ 7 ขวบ

2. ด.ช.ดรัณภพ ทองย้อย(นาย) อายุ 13 ปี

3. ด.ช.กฤษฎา ธนะโชติ(ไฮเป็ก) อายุ 11 ขวบ

4. ด.ช.พชรกร ทองเกิดหลวง(กัน) อายุ 9 ขวบ 

5. ด.ช.ชญากร แซ่อ๋อง(คาบิว) อายุ 10 ขวบ

6. ด.ช.เตชินท์ อินทร์อภัย(ไบรท์) อายุ 7 ขวบ

7. ด.ช.พิชญางกูร อินทร์จักร(คลาสดี) อายุ 11 ขวบ

8. ด.ช.ธนฉรรต ประทุมทอง(ออสติล) อายุ 9 ขวบ

9. ด.ช.ธนกฤต ประทุมทอง(อาร์ตี้) อายุ 10 ขวบ

10. ด.ช.ธีริทธิ์ รอรั้ง(สต๊อบ) อายุ 14 ปี

11. ด.ช.จิรัฎฐ์ มั่นสมบูรณ์(เฟอร์) อายุ 9 ขวบ

12. ด.ช.เควิน ทริโอ(เควิน) อายุ 11 ขวบ

13. ด.ช.ดนัย บัวรุ่ง(ดัง) อายุ 10 ขวบ

14. ด.ช.ณฐกร กำมะหยี่(ยอดชาย) อายุ 10 ขวบ

15. ด.ช.นพรุธพงษ์ บุญประเวศ(อุ้ม) อายุ 11 ขวบ

นอกจากนี้ ทางเอ.พี. ฮอนด้า ยังได้ประกาศรายชื่อนักแข่งสำรองอีก 5 คน ประกอบด้วย

1. ด.ช.ภัทร์ชกานต์ สิริเวชพันธุ์(ซัน) อายุ 14 ปี

2. ด.ช.เธียรธาวิน ผัดเป้า(ออโต้) อายุ 9 ขวบ

3. ด.ช.นันทวัฒน์ หุ่นวงศ์ธรรม(กีตาร์) อายุ 14 ปี

4. ด.ช.วิชญ์วิสิฐ นิติธรธีรเมธ(วิชญ์) อายุ 13 ปี

5. ด.ช.วงศกร สุขขะ(น้ำแข็ง) อายุ 8 ขวบ

ผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 15 คนจะเริ่มเข้าสู่โปรแกรมการฝึกของเอ.พี. ฮอนด้า อะคาเดมี่ ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกของแผนงานเรซทูเดอะดรีมในช่วงต้นเดือนเมษายน-พฤศจิกายน 2020 และดาวรุ่งที่มีพัฒนาการที่ดีจะได้รับการผลักดันสู่การแข่งขันไทยแลนด์ทาเลนต์คัพเป็นลำดับต่อไปในปี 2021 ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของนักบิดเยาวชนในโครงการเอ.พี.ฮอนด้า อะคาเดมี่ ได้ที่ fb.com/aphondaracingth

ปตท. นำทัพพาไทยเชียร์ศึกซีเกมส์ 2019 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

0

นางสาวดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะไทยเชียร์ใน “โครงการ ปตท. พาไทยเชียร์ศึกซีเกมส์ 2019” ร่วมเชียร์และส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยถึงขอบสนามแข่ง ตามกลยุทธ์ 3T ของ ปตท. ได้แก่ Training Tournament และ Thai Cheer ร่วมสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย #PrideOfThailand ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ผู้จัด “INDONESIA INTERNATIONAL MOTOR SHOW” เยี่ยมชม “MOTOR EXPO 2019”

0

RINA R MAKSUM, BOARD OF COMMISIONER และ HENDRA NOOR SALEH, PRESIDENT DIRECTOR บริษัท DYANDRA PROMOSINDO ผู้จัดงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย และผู้จัดงาน INDONESIA INTERNATIONAL MOTOR SHOW (IIMS) พร้อมทีมงาน 150 คน เดินทางมาเยี่ยมชมงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ศึกษาระบบการทำงาน และแลกเปลี่ยนความรู้ โดยมี ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน ให้การต้อนรับ ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-5 ชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี เมื่อ 9 ธันวาคม 2562

เอ็มเอ็มเอสจัดโปรฯชุดใหญ่ส่งท้ายปี 2019

0

เอ็มเอ็มเอส มอบโปรฯสุดคุ้มให้ลูกค้าอุ่นใจส่งท้ายปลายปี 2019 นี้  โปรโดนใจยางรถยนต์ เคาะราคาเริ่มต้นที่ 7500 บาท พร้อมผ่อน 0% นาน 10 เดือนพร้อมรับประกันบาด เบียด บวม แตก สูงสุด 1 ปี แพ็คเก็จเปลี่ยถ่ายน้ำมันเครื่องสุดคุ้ม พร้อมทีมช่างบริการตรวจเช็คด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ฟรีมูลค่า 2,000 บาท

นายสุดเขต จันทร์เฉลี่ย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MMS ผู้ให้บริการศูนย์รถยนต์ครบวงจร สำหรับรถที่หมดระยะรับประกัน “เอ็มเอ็มเอส บ๊อชคาร์เซอร์วิส” ในเครือมาสเตอร์กรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (เอ็มจีซี-เอเชีย) เปิดเผยว่าล่าสุดนั้นบริษัทได้จัดโปรโมชั่นเพื่อมอบความคุ้มครองให้แก่ลูกค้าในช่วงส่งท้ายปลายปีนี้ และสำหรับลูกค้าต้องเดินทางไกลในช่วงเดียวกันนี้

“เอ็มเอ็มเอสฯ มีเครื่องมือวิเคราะห์การทำงานของระบบต่างๆ ในรถยนต์ (Diagnostic tools) ที่ทันสมัยรองรับรถญี่ปุ่นหรือยุโรปทุกยี่ห้อที่มีพอร์ตเชื่อมต่อโอบีดีทู(OBD2) อาทิ TECHSTREAM สำหรับโตโยต้า,KTS สำหรับรถยนต์ทั่วไป ซึ่งทั้งหมดเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ปัญหาที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน ผสานทีมช่างมืออาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องจากสถาบัน มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง  จึงสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  โดยในช่วงดังกล่าวนี้ลูกค้าสามารถนำรถเข้ามารับบริการตรวจเช็คฟรี “

นอกจากนี้ยังมีบริการเช็ครถฟรี 24 รายการ(มูลค่า 400 บาท)  สำหรับก่อนและหลังเดินทาง อาทิ การตรวจเช็คระบบเครื่องยนต์, ระบบเบรค , ระดับน้ำมันเครื่อง, ระบบไฟส่องสว่าง, ระบบไฟชาร์จ, กรองอากาศ, แบตเตอรี่, สายพานหน้าเครื่อง, ระบบแอร์ ,ระบบหล่อเย็นหม้อน้ำ, ถังน้ำมันเชื้อเพลิง, ท่อทางเดินน้ำมัน ,ระบบคันชักคันส่ง, โช้คอัพ, ลูกหมาก, ลูกปืนล้อ, สภาพยางรถยนต์ , ระบบความปลอดภัย , ลมยาง เติมลมไนโตรเจนฟรี (มูลค่า 200  บาท)  ท่อยางน้ำ, ระบบเชื้อเพลิงน้ำมัน, พัดลมหม้อน้ำ, ระบบบังคับเลี้ยวแร็คพวงมาลัย

พร้อมกันนี้ยังได้จัดรายการโปรโมชั่นอื่นๆ อาทิยางรถยนต์มาพร้อมโปรฯ เริ่มต้น 7,500 บาท  ผ่อนสูงสุด 0% 10 เดือน ฟรีค่าติดตั้ง ,  ยางรันแฟลต ผ่อนอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 10 เดือน โดยยางทุกรุ่นมาพร้อมรับประกันบาด เบียด บวม แตก สูงสุด 1 ปี,  น้ำมันเครื่องเริ่มต้น 590 บาท ฟรีค่าแรงเปลี่ยนถ่าย แพ็กเกจสุดคุ้มเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง BOSCH  เริ่มต้น 1,250 บาท (น้ำมันเครื่อง + ไส้กรอง (เฉพาะรถญี่ปุ่น เท่านั้น) +ผลิตภัณฑ์ TUNAP น้ำยาทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์  ฟรีค่าแรงเปลี่ยนถ่าย แพ็กเกจสุดคุ้มเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง  TOTAL  เริ่มต้น 1,350 บาท (น้ำมันเครื่อง  +ผลิตภัณฑ์ TUNAP น้ำยาทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์  ฟรีค่าแรงเปลี่ยนถ่าย และแพ็กเกจสุดคุ้มเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง  Valvoline  เริ่มต้น 1,450 บาท (น้ำมันเครื่อง  +ผลิตภัณฑ์ TUNAP น้ำยาทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์  ฟรีค่าแรงเปลี่ยนถ่าย

โดยมาพร้อมซ่อมระบบช่วงล่าง ผ่อน 0%  6 เดือน , แบตเตอรี่ Bosch ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น ผ่อน 0% 4 เดือน, พร้อมโปรฯ ผ้าเบรก ยี่ห้อ Bendix ลด 30% และ สิทธิแลกซื้อชุดผลิตภัณฑ์ Tunap สำหรับเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง พร้อมโปรแกรมซ่อมจบ ครบครัน ด้วยเครื่องมือทันสมัย ผ่อน 0% รับประกันงามซ่อม 1 ปี หรือ 20,000 กม.

ทั้งนี้ลูกค้าที่สนใจใช้บริการสารถติดต่อจองคิวเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ Line @mmsbosch และ เฟสบุ๊ค Facebook mms Bosch car service

Honda ADV150 ฮอต! มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าครองเบอร์ 1 ใน Motor Expo 2019

0

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทยอีกครั้งด้วยการประกาศคว้ายอดจองสูงสุด 1,443 คันครองอันดับหนึ่งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน –10 ธันวาคมที่ผ่านมา

โดยโมเดลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Honda ADV150 รถสตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. รุ่นแรกของเมืองไทย ที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน สามารถคว้ายอดจองได้สูงสุดถึง 532 คัน และกลายเป็นโมเดลสำคัญที่ทำให้ฮอนด้าคว้าอันดับหนึ่งแบบไร้คู่แข่ง ตามมาด้วย Honda Forza ในอันดับที่สองด้วยยอดจอง 212 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในตัวรถพรีเมียมเอ.ที. ของฮอนด้าอย่างชัดเจน

อันดับที่สามตกเป็นของ Honda CBR500R สปอร์ตบิ๊กไบค์ที่กวาดไป 158 คัน ยืนหนึ่งความเป็นบิ๊กไบค์ที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดในปีนี้ เช่นเดียวกับ Honda CBR650R บิ๊กไบค์ 4 สูบที่คว้ายอดจองตามมาติด ๆ ด้วยตัวเลข 150 คัน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มโมเดลระดับตำนานจาก CUB House ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ Monkey Dragon Ball Limited Edition ที่จำหน่ายหมดทั้ง 100 คันภายใน 3 วันนั้น ก็เป็นยอดจองจากในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป มากถึง 45 คัน ส่งผลให้ยอดจองรวมของ Monkey ทั้งรุ่น Limited Edition และ Standard รวมกันนั้นสูงถึง 111 คัน

จากความนิยมในรถทุกประเภทที่คนไทยมีต่อรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้ส่งผลให้เอ.พี. ฮอนด้า คว้าอันดับหนึ่งยอดจองสูงสุดในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้ถึง 1,443 คัน

เอ.พี. ฮอนด้า ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจของคนไทย ที่มีให้ต่อรถจักรยานยนต์ฮอนด้า และจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ต่อไป

รัสเซียลั่นลดกำลังผลิตส่งผลราคาน้ำมันดิบโลกแกว่งตัว

0

ปตท เผยผลวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำสัปดาห์ที่ 2-6 ธ.ค. 62 และคาดการณ์สัปดาห์ที่ 9-13 ธ.ค. 62 น้ำมันดิบตลาดน้ำมันสำเร็จรูปเบรนท์ (ICE Brent) ราคาปรับลดลง -0.77 เหรียฐ สหรัฐฯ ตลาดน้ำมันสำเร็จรูป เวสท์เท็กซัสฯ (NYMEX WTI) ปรับเพิ่มขึ่น +0.19 เหรียฐ สหรัฐฯ ตลาดน้ำมันสำเร็จรูปดูไบ (Dubai) ปรับลดลง -1.73 เหรียญ สหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปซื้อซื้อขายล่วงหน้าประเทศสิงคโปร์ โดยราคาเบนซินออกเทน  95 ปรับราคาลดลง –1.13 เหรียญ สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดีเซลราคาปรับราคาลดลง -0.41เหรียญ สหรัฐฯ

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

* ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความตึงเครียดหลังสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 407 ต่อ 1 อนุมัติร่างกฎหมายคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบปรามชาวมุสลิมอุยกูร์ (Uighur Human Rights Policy Act 2019) ทั้งนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังต้องได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาและประธานาธิบดี Trump อนึ่งจีนแสดงความไม่พอใจอย่างมากและระบุว่าร่างกฎหมายนี้เป็นการแทรกแซงกิจการในประเทศ

* Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ เดือน ก.ย.62 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 108,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 12.46 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และปริมาณส่งออกน้ำมันดิบสุทธิ (Net Crude Export) อยู่ที่ 89,000 บาร์เรลต่อวัน โดยส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18% อยู่ที่ 8.76 ล้านบาร์เรลต่อวัน และนำเข้าลดลงจากปีก่อน 12% อยู่ที่ 8.67 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ ส่งออกน้ำมันดิบสูงกว่านำเข้าตั้งแต่ EIA เริ่มเก็บสถิติในปี พ.ศ.2492 อนึ่ง EIA ประเมินปริมาณส่งออกน้ำมันดิบสุทธิของสหรัฐฯ ปี พ.ศ. 2562 อยู่ที่ 520,000 บาร์เรลต่อวัน และปี พ.ศ. 2563 จะเพิ่มสู่ระดับ 750,000  บาร์เรลต่อวัน

* กระทรวงพลังงานรัสเซียรายงานปริมาณผลิตน้ำมันดิบ เดือน พ.ย. 62 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 20,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 11.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

* ที่ประชุมกลุ่มผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรวมถึงพันธมิตร (OPEC+) ในวันที่ 5-6 ธ.ค.62 มีมติลดปริมาณผลิตเพิ่ม 500,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 63 ถึง 31 มี.ค.63 และจะหารือกันอีกครั้งในช่วงต้นเดือน มี.ค.63 เพื่อพิจารณามาตรการต่อไป นอกจากนี้ซาอุดิอาระเบียประกาศจะพิจารณาลดปริมาณการผลิตเพิ่มนอกเหนือจากมติอีก 400,000 บาร์เรลต่อวัน 

* Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ที่สหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด 29 พ.ย.62 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 4.9 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 447.1 ล้านบาร์เรล

* Baker Hughes Inc. รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะ (Rig) น้ำมันดิบในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด 6 ธ.ค.62 ลดลง 5 แท่น WoW มาอยู่ที่ 663 แท่น ลดลงต่อเนื่อง 7 สัปดาห์ สู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือน เม.ย.60

* Reuters Survey คาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC-14 เดือน พ.ย.62 ลดลงจากเดือนก่อน110,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 29.57 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ Compliance Rate ของ OPEC-11 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 17% อยู่ที่ระดับ 152%

* บริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบีย (NOC) รายงานแหล่งผลิตน้ำมัน El Feel ซึ่งผลิตน้ำมันอยู่ที่ระดับ 70,000 บาร์เรลต่อวัน ต้องหยุดดำเนินการหลังระบบท่อขนส่งน้ำมันถูกโจมตี นับเป็นครั้งที่สองในรอบ 2 สัปดาห์ที่แหล่งผลิตน้ำมันดังกล่าวต้องหยุดดำเนินการ

แนวโน้มราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent และ NYMEX WTI ปิดตลาดเพิ่มขึ้นหลัง OPEC ร่วมกับชาติพันธมิตรนำโดยรัสเซีย มีมติลดการผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 500,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม เช้าวันที่ 9 ธ.ค.62 นักลงทุนในตลาดได้รับแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจของจีนซึ่งยอดส่งออกในเดือน พ.ย.62 ลดลงร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน ตอกย้ำที่ Liu Shijin ที่ปรึกษาธนาคารแห่งชาติจีน (PBOC) ชี้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อาจอยู่ในกรอบ 5-6% ในช่วงปี 2563-2568

ขณะที่รัฐบาลไม่มีทีท่าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ส่วน PBOC ยืนกรานว่าจะไม่ใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณทางการเงิน (QE) และจะดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบรัดกุมต่อไป สัปดาห์นี้ให้จับตาการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (Initial Public Offering-IPO) ของ Saudi Aramco บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียใน 11 ธ.ค.62 ซึ่งเจ้าชาย Abdulaziz bin Salman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบียเชื่อมั่นว่ามูลค่าบริษัทจะสูงกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยราคาหุ้น IPO ของบริษัทตั้งไว้ที่ 32 riyal (8.53 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อหุ้น ส่งผลให้เพิ่มทุนได้ 25,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำสถิติ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้าบริษัท Alibaba ในปี 2557

ด้านเทคนิคสัปดาห์นี้คาดว่า ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 62.0-67.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ NYMEX WTI อยู่ในกรอบ 57.0-62.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Dubai จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60.5-65.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน

ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยรายสัปดาห์ลดลงจาก Platts รายงานอุปสงค์น้ำมันเบนซินของจีนชะลอตัวในฤดูหนาว หลังจากสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวในไตรมาส 3/62 อากาศหนาวเย็นทำให้การเดินทางโดยรถยนต์ลดลง อีกทั้งในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.62 ไม่มีวันหยุดเทศกาล และบริษัท Cosmo Oil ของญี่ปุ่น กลับมาดำเนินการ Crude Distillation Unit No.1 (กำลังกลั่น 75,000 บาร์เรลต่อวัน) ที่โรงกลั่น Chiba (กำลังกลั่น 177,000 บาร์เรลต่อวัน) หลังหยุดดำเนินการปิดซ่อมบำรุงไปตั้งแต่ 2 ต.ค.62

อย่างไรก็ตามยังคงมีแรงซื้อจากอินเดีย เวียดนาม และศรีลังกา ประกอบกับ Bloomberg ประเมินอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในเวเนซุเอลาปี พ.ศ. 2562 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 9.3% ของกำลังการกลั่นรวม 1.28 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 29% ทั้งนี้ อัตราการกลั่นที่ลดลงทำให้เวเนซุเอลาต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินมากขึ้น

ด้านปริมาณสำรอง EIA รายงานปริมาณสำรองน้ำมันเบนซินเชิงพาณิชย์ที่สหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด 29 พ.ย.62 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 3.4 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 229.4 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 2 เดือน และ International Enterprise Singapore (IES) รายงานปริมาณสำรอง Light Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุด 4 ธ.ค.62 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 20,000 บาร์เรล อยู่ที่ 11.26 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์ ด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้ คาดว่าราคาน้ำมันเบนซิน จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 73.5-78.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล

ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยรายสัปดาห์ลดลงจากบริษัท Vortexa รายงานจีนส่งออก Gasoil เดือน พ.ย.62 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 745,000 บาร์เรล อยู่ที่ 11.92 ล้านบาร์เรล ประกอบกับ Platts รายงานจีนมีแผนส่งออก Gasoil ในช่วง พ.ย.- ธ.ค.62 อยู่ที่ระดับ 24.2 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงซื้อจากแอฟริกาใต้และศรีลังกา ประกอบกับ Pertamina ของอินโดนีเซียมีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน Balikpapan (260,000 บาร์เรลต่อวัน) ในเดือน ม.ค.-ก.พ.63 ทำให้อินโดนีเซียต้องนำเข้า Diesel เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้านปริมาณสำรอง EIA รายงานปริมาณสำรอง Distillates เชิงพาณิชย์ที่สหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด 29 พ.ย.62 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 3.1 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 119.5 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 1 เดือน ขณะที่ IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 ธ.ค.62 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 70,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 10.84 ล้านบาร์เรล  ต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ทางเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซล จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 75.0-80.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ซูซูกิ “รวมพลคนวีสตรอม ครั้งที่ 7” มอบทุนการศึกษาโรงเรียนปางส้าน จ.ตาก

0

เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ของสมาชิกซูซูกิกับการรวมพลคนวีสตรอมครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 มีสมาชิกผู้รักการขับขี่รถสไตล์แอดแวนเจอร์ทัวร์ริ่งเข้าร่วมพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมร่วมเดินทางขับขี่ไปกับคนที่มีหัวใจเดียวกัน อีกทั้งร่วมมอบทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ยากจนโรงเรียนบ้านปางส้าน โดยครั้งนี้เป็นการรวมตัวและร่วมเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่ โรงแรม วัฒนาวิลเลจ รีสอร์ท อ.แม่สอด จ.ตาก ระหว่างวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2562

ในช่วงเช้าได้นัดรวมตัวเพื่อปล่อยขบวนกันที่ บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด โดยได้รับเกียรติจาก มร.ชินจิ ฮะสึอิ President และคุณเลิศศักดิ์ นววิมาน กรรมการบริหาร บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด กล่าวต้อนรับสมาชิกซูซูกิวีสตรอมอย่างเป็นกันเอง พร้อมกันนี้ได้มอบเงินสนับสนุนให้กับตัวแทนกลุ่ม วีสตรอม ไรเดอร์ คลับ จากนั้นได้ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ก่อนที่จะตีธงปล่อยขบวนวีสตรอมเพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่ โรงแรม วัฒนาวิลเลจ รีสอร์ท อ.แม่สอด จ.ตาก ระหว่างการเดินทางจะขับขี่กันไปในรูปแบบขบวนคาราวาน และเน้นถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยจะมีจุดนัดหมายแรกกันที่โชว์รูม ซูซูกิ บิ๊กไบค์ นครสวรรค์ ได้รับการต้อนรับจาก คุณอุบลรัตน์ อรุณวราภรณ์ ผู้บริหาร บริษัท ดราก้อน มอเตอร์ไบค์ จำกัด ให้เกียรติกล่าวต้อนรับสมาชิกและได้พาเยี่ยมชมโชว์รูม ที่มีความพร้อมในด้านต่างและการจัดแบ่งโซนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของศูนย์บริการที่พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์หลากหลายรุ่นที่ได้นำมาจัดแสดงในส่วนภายในโชว์รูม ส่วนของบริการลูกค้า และในส่วนของเซอร์วิส ที่ได้มีการจัดเตรียมเอาไว้ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการแบบครบวงจร

หลังจากนั้นได้รับประทานอาหารกลางวัน ก่อนที่จะเดินทางมุ่งหน้าสู่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยการขับขี่ในขบวนครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก มร.ชินอิจิโระ โทโมมัตสึ ผู้จัดการส่วนวางแผนผลิตภัณฑ์ และ มร.อากิฮิโกะ นากามุระ ผู้จัดการทั่วไปงานบริการหลังการขาย บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ วีสตรอมร่วมขบวนไปในครั้งนี้ด้วย

เส้นทางขึ้นแม่สอดคดเคี้ยวพอสมควร แต่ไม่นานก็มาถึงจุดพักบนอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอด เพื่อถ่ายรูปร่วมกันอีกครั้งก่อนที่จะเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรม วัฒนาวิลเลจ รีสอร์ท เมื่อมาถึงทางบริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้เปิดบูธเซอร์วิสพร้อมเตรียมช่างผู้ชำนาญการบริการตรวจเช็ครถจักรยานยนต์ของสมาชิกซูซูกิทุกคันที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

จากนั้นสมาชิกแยกย้ายไปพักผ่อนตามอัธยาศัยก่อนที่ทุกคนจะมาพร้อมกันที่ลานริมสระน้ำ เพื่อรับประทานอาหารและร่วมปาร์ตี้ โดยคุณเนรมิต ปัญญาธนรัชต์ ประธานกลุ่ม วีสตรอม คลับ ไทยแลนด์ กล่าวต้อนรับสมาชิกทุกท่าน จากนั้นชาววีสตรอมได้ร่วมกิจกรรมเล่นเกมรับของรางวัลมากมาย โดยได้รับเกียรติจาก มร.อากิฮิโกะ นากามุระ ผู้จัดการทั่วไปงานบริการหลังการขาย บริษัทไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้มอบรางวัลให้กับสมาชิกซูซูกิผู้โชคดี ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างสนุกสนาน

โอกาสนี้กลุ่มวีสตรอมฯ ได้มอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนบ้านปางส้าน อีกทั้งยังมีการประกวดมิสวีสตรอมที่เป็นสีสันเรียกเสียงฮือฮาเช่นทุกครั้ง รวมถึงการประมูลหมายเลขสมาชิก ก่อนส่งมอบธง VRC ให้แก่ตัวแทนวีสตรอม สายใต้ เพื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในครั้งถัดไป แล้วพบกันสำหรับกิจกรรมดีๆ แบบนี้ในครั้งต่อไป

MOTOR EXPO 2019 ฮอต! เก๋งเล็กยืนหนึ่ง เอสยูวี รถหรู ยิ้มได้

0

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” ปิดฉากแล้ว ยอดขายรถรวมเฉียด 40,000 คัน รถเก๋งเล็กขายดี รถเอสยูวี รถหรู จักรยานยนต์ คึกคัก ผู้ชมทะลัก 1.5 ล้านคน เม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 5 หมื่นล้าน

คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” เปิดเผยว่า “งานปีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยแรงสนับสนุนจาก บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนผู้เข้าชมงาน และสื่อมวลชนทุกแขนง”

“ยอดขายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ภายในงานรวม 44,740 คัน ลดลงจากปีก่อน 16.2% มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้ง ปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สงครามการค้า และปัจจัยภายในประเทศ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีที่ดิน รวมถึงภาษีรถจักรยานยนต์อัตราใหม่คิดตามค่าการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 มกราคม  2563 ส่งผลให้ประชาชนใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ส่วนยอดผู้เข้าชมงาน ยังได้รับความสนใจจากประชาชนตามเป้าที่ตั้งไว้”

สำหรับยอดขายรถยนต์จาก 34 ผู้ผลิต มีจำนวนทั้งสิ้น 37,489 คัน ลดลงจากปีก่อน 15.2% จากข้อมูลของผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อรถ…ชิงรถ” พบว่า รถยนต์ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, TOYOTA, MITSUBISHI, MAZDA, MG และ NISSAN ปีนี้รถเก๋งได้รับความสนใจสูงสุด มีสัดส่วนยอดขาย 45.5% มากกว่าปีก่อน (38.9%) แบ่งเป็นเก๋งซีดาน 29.2% แฮทช์แบค 12.6% และเก๋งประเภทอื่น 3.7% โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ HONDA CITY, NISSAN ALMERA, HONDA CIVIC, MAZDA 2 และ TOYOTA YARIS

รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) มีสัดส่วน 33.4% ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย (34.3%) 5 อันดับแรก ได้แก่ MITSUBISHI PAJERO SPORT, MG ZS, MG HS, FORD EVEREST, และ TOYOTA FORTUNER

รถกระบะมีสัดส่วน 14.5% ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย (17.2%) 5 อันดับแรก ได้แก่ ISUZU D-MAX, TOYOTA REVO, FORD RANGER, MITSUBISHI TRITON และ NISSAN NAVARA

ส่วนรถหรู มียอดขายรวม 4,181 คัน โดย 5 บแรนด์ ที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ BMW, MERCEDES-BENZ, VOLVO, PORSCHE และ AUDI

รถจักรยานยนต์จาก 26 ผู้ผลิต ยอดขายรวม 7,251 คัน ลดลงจากเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย  จากข้อมูลของผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อมอเตอร์ไซด์…ชิงบิกไบค์” พบกว่า รถจักรยานยนต์ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, YAMAHA, KAWASAKI, HARLEY-DAVIDSON และ GPX

ราคาเฉลี่ยของรถที่ขายได้ในงาน 1,251,743 บาท และราคาเฉลี่ยของรถจักรยานยนต์ 265,860 บาท เงินหมุนเวียนภายในงานราว 50,000 ล้านบาท ผู้เข้าชมงานจำนวน 1,510,307 คน ใกล้เคียงปีก่อน (1,534,961)

ตลาดยานยนต์ไทย 2020 แนวโน้มยอดขายฟื้น นักการตลาดชี้ “ซื้อรถด้วยอารมณ์”

0

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (Thailand Automotive Journalists Association : TAJA) จัดเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ “2020 ทิศทางยานยนต์ไทย คิด…ทำ…ปรับตัว..?!?!” โดยมีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์มาขึ้นเวทีชี้แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน กรรมการสถาบันยานยนต์ ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ และนายครรชิต ไชยสุโพธิ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) นอกจากนี้บนเวทีเดียวกันยังมีนายธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง นักกลยุทธ์การตลาดแถวหน้ามาชี้เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้ายานยนต์ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ สิ่งเร้าใหม่ๆ และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายอดิศักดิ์ โรหิตศุน กรรมการสถาบันยานยนต์ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ปีนี้เติบโตได้ดีในช่วงครึ่งปีแรก แต่เริ่มสะดุดเมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ทำให้ยอดขายสะสมช่วง 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม 2562) มีอัตราเติบโตต่ำ แค่ 0.7% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสภาพตลาด โดยตลาดใหญ่คือรถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี. ที่ลดลงทำให้ส่งผลกับค่าเฉลี่ยตลาดรวม

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกรถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ไม่กิน 1,500 ซีซี. เติบโตสูง ผลักดันตลาดรวมให้โตโดดเด่น แต่ช่วงครึ่งปีหลังเติบโตแค่ 1-3% เท่านั้น นอกจากนี้มองว่าทิศทางตลาดที่ไม่ดีนัก มาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้เสีย และผู้บริโภคชะลอการซื้อรถ เพื่อรอดูรถใหม่ที่เปิดตัวช่วงปลายปีจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดตัวแล้วหลายรุ่นก็ยังไม่พร้อมส่งมอบ ทำให้ยังไม่สามารถฟื้นตลาดได้ รวมถึงเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่คาดว่าตลาดก็ยังจะถดถอย ก่อนที่จะเริ่มเติบโตในเดือนธันวาคม 2562

“คาดว่าเดือนธันวาคมน่าจะดีขึ้น และปีหน้าที่ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น เศรษฐกิจไทยก็จะดีขึ้นเช่นกัน แม้ไม่มากนัก แต่ก็จะส่งผลดี”

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือสถานการณ์การส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากทั้งค่าเงินบาทที่แข็ง รวมกับเศรษฐกิจของประเทศปลายทางไม่ดีนัก ทั้งจากภายในเอง และผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่ยังส่งผลในวงกว้าง

ตลาดที่ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทย เช่น ตลาดใหญ่อย่างออสเตรเลีย ขณะเดียวกันก็ยังจับตาความเคลื่อนไหวของเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ที่เริ่มหามาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อลดการนำเข้ารถยนต์จากไทย และอินโดนีเซีย เพราะต้องการผลักดันอุตสาหกรรมในประเทศ หรือฟิลิปปินส์ที่มีปัญหาฟ้องร้องกับบริษัทบุหรี่ในไทย และใช้โอกาสนี้หยิบเอาสินค้ารถยนต์มาเป็นเครื่องต่อรอง

นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คนในวงการจะต้องปรับตัว นั่นคือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี หรือ เทคโนโลยี ดิสรัปชัน นั่นคือการมาของรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อน หรือ เอ็กซ์อีวี (XEV) เช่น อีวี ไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (autonomous) ระบบเชื่อมต่อ (Connectivity) และระบบการแบ่งปันใช้งาน (Car sharing) ซึ่งผู้ประกอบการ โดยเฉพาะคนไทยจะต้องเร่งปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงเพื่อคงศักยภาพการแข่งขัน และมุ่งไปสู่การผลิตสินค้าที่ตอบรับทิศทางในอนาคต

นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ไทย เผชิญกับวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังสามารถฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ทุกครั้ง และภาพรวมการผลิตยังอยู่ในระดับที่สูง แม้ว่าปีนี้จะติดลบประมาณ 4%

ตลาดยานยนต์ในประเทศช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) มียอดขายรวมประมาณ 915,000 คัน ส่วนเดือนธันวาคมคาดว่าจะทำได้ถึง 100,000 คัน ทำให้ปีนี้ตลาดรถยนต์ไทยจะสูงกว่า 1 ล้านคันอีกครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ

ส่วนปัจจัยที่น่าที่กังวลคือ ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออก ทั้งจำนวนที่ลดลง และรายได้ที่ลดลง เพราะไม่สามารถปรับราคาเพิ่มขึ้นได้ บวกกับการเกิดสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้กำลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามดังกล่าวลดลง ทำให้การส่งออกไม่ดีนัก

ส่วนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมจะมีเรื่องหลักๆ คือ เทคโนโลยี เช่น อีวี และสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วงนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมคือ การประกาศใช้มาตรฐานไอเสีย ยูโร 5 และยูโร 6

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมีประเด็นที่น่าสนใจคือ แนวคิดของกรมสรรพสามิต ที่ให้การบ้านกับทางผู้ประกอบการยานยนต์ผ่านกลุ่มฯ ไปหารือกับสมาชิก ก่อนประชุมร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 นี้ เกี่ยวกับแนวทางจัดการกับรถเก่า เพื่อดึงดูดให้เจ้าของรถเปลี่ยนรถคันใหม่ ซึ่งจะตอบโจทย์ 2 อย่างที่เป็นการบ้านข้อใหญ่ในขณะนี้ก็คือ ภาพรวมตลาดรถยนต์ที่ไม่ดีนัก และปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ พีเอ็ม 2.5 ที่เริ่มรุนแรงยิ่งขึ้น และส่วนหนึ่งก็มาจากรถเก่า โดยเฉพาะรถที่ขาดการดูแลอย่างถูกต้องเพื่อให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์

แนวคิดนี้ต่อยอดมาจาก แนวคิดเพิ่มแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในร่างกฎหมายพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. … ด้วย  โดยทางกรมสรรพสามิตเห็นว่าหากดำเนินการกับแบตเตอรี่แล้วก็น่าจะรวมซากรถยนต์เข้าไปด้วย

แต่การที่รถยนต์บ้านเรามีโครงสร้างราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้บริโภคใช้รถยาวนาน แม้จะมีสภาพทรุดโทรมก็ตาม ดังนั้นจึงเห็นว่าควรจะมีมาตรการจูงใจในการเปลี่ยนรถ ในรูปแบบการลดภาระค่าใช้จ่าย ส่วนจะเป็นรูปแบบใด เช่น มาตรการด้านภาษี หรือ การช่วยเหลือผ่านกองทุนที่จะต้องขึ้นมา จะต้องรอคณะทำงาน และการประชุมร่วมกันก่อน

ทั้งนี้คาดว่าหากทุกอย่างลงตัว ก็จะต้องดูอีกว่าจะกำหนดเป็นมาตรการ หรือว่าเข้าไปอยู่ในร่างพ.ร.บ. แต่หากเป็นมาตรการ ก็จะทำให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น

สำหรับแนวคิดนี้ หลายประเทศก็นำมาใช้ ในรูปแบบที่อาจจะแตกต่างกันไป แต่ที่โด่งดังที่สุดคือ มาตรการ “แคช ฟอร์ คลังเกอร์ส” (Cash for Clunkers) ของรัฐบาล มร.บารัค โอบามา สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ดี อุตสาหกรรมรถยนต์ย่ำแย่ ทำให้เกิดโครงการซึ่งรัฐช่วยจ่ายสำหรับผู้ที่นำรถเก่าไปแลกซื้อรถใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับและกระตุ้นตลาดได้ดีพอควร

นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี ซึ่งสภาพเศรษฐกิจและการคมนาคมขนส่งยังมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) โดยเชื่อว่าในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะทยอยนำเข้ามาจำหน่ายเป็นรถคันที่ 2 ในครอบครัว เพราะตอบโจทย์การใช้งานในเมือง โดยปัจจุบันรถไฟฟ้ายังไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่มีความพร้อม เช่นเดียวกับการขนส่งระบบรางที่มีคนมองว่าจะเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนให้กับตลาดรถยนต์ในประเทศไทยก็ยังต้องใช้เวลา เพราะเหตุผลและความจำเป็นในการใช้รถยนต์ของผู้บริโภคคนไทยค่อนข้างลึกซึ้งและเกี่ยวข้องกับอารมณ์สูง

“กระแสรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งแบบรางที่สังคมกำลังพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะมาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ในการเลือกซื้อรถได้ในขณะนี้ เพราะพฤติกรรมคนไทยยังมีความต้องการใช้รถยนต์ในระยะทางสั้นๆ ที่ขนส่งระบบรางบริการได้ไม่ทั่วถึง” นายครรชิต กล่าว

นายธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง กล่าวนำเสนอมุมมองฉายภาพพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีต่อการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Consumer Changing Behavior)  ในอดีตยุค Baby Boomer พฤติกรรมการเลือกซื้อรถของผู้บริโภคจะมองไปที่ Functional Driver โดยจะคำนึงถึงการขับขี่ปลอดภัย สามารถซ่อมบำรุงได้ง่าย มีศูนย์บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย ต่อมาครอบครัวจะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจซื้อรถมากขึ้น จนถึงปัจจุบันการเลือกซื้อรถก้าวข้ามไปสู่การตัดสินใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น (Emotional) ดังนั้นเทรนด์การเลือกซื้อรถของผู้บริโภคยุคใหม่จึงถูกกำหนดด้วย ดีไซน์ ความสวยงาม หรูหรา มีเอกลักษณ์เฉพาะ อินเทรนด์ และสามารถเติมเต็มให้กับไลฟ์สไตล์ของชีวิตได้อย่างลงตัว

“ในอดีตต้องยอมรับว่าการเลือกซื้อรถยนต์สักคันต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และบริการหลังการขายเป็นหลัก โดยมีครอบครัวเข้ามามีบทบาทฝนการตัดสินใจ เป็นยุคของการผลิตสินค้าเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค (Product-Oriented) แต่เมื่อถึงปัจจุบันการเลือกซื้อรถด้วยนำอารมณ์ความรู้สึกมาสนับสนุนการตัดสินใจเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจสูงมาก (Emotional Support) การตลาดจึงเดินเข้าสู่ยุค (Customer-Oriented) เป็นการผลิตสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค อาทิ การดีไซน์ ความหรูหรา มีเอกลักษณ์ แสดงความเป็นตัวตนได้ชัดเจน อินเทรนด์ และต้องเป็นรถยนต์ที่สามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์เติมความสุขให้กับชีวิตพวกเขาได้อย่างลงตัว” นายธีรพันธ์ กล่าว

นายธีรพันธ์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อก้าวมาสู่ยุค Customer-Oriented แนวคิดการสื่อสารการตลาดปัจจุบันได้เปลี่ยนไปด้วย ในการเสวนาวันนี้จึงขอเสนอหลัก 7 C เพื่อชี้ให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคและการสื่อสารการตลาดยุคใหม่ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพดังนี้

1.Customer Centric ทุกกระบวนการออกผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พิจารณาความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

2.Customer Relationship Management : CRM มีการบริหารสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า มีบริการเสริมต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพราะมีงานวิจัยชี้ชัดว่า การรักษาลูกค้าเดิมไว้ให้อยู่กันตลอดไปมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่

3.Corporate Social Responsibility : CSR ความรับผิดชอบต่อสังคม ปัจจุบันนับเป็นกิจกรรมการตลาดที่สำคัญของทุกองค์กรที่มีความสามารถทำกิจกรรมนี้ได้ เพราะเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเชื่อมต่อแบรนด์ไปยังสิ่งที่องค์กรตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน

4.Customization ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอแตกต่างจากจากกลุ่มเป้าหมายรายอื่นๆ ทั้งการดีไซน์และสีสัน ถ้าเป็นรถก็ต้องมีความแตกต่าง ทั้งรูปร่าง ขนาด ราคา เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ร่วมดีไซน์ (Tailor Made Marketing) ออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งบางอย่างได้ เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม-บุคคล เป็นต้น

5.Connectivity นับเป็น Mega-Trend ของโลกธุรกิจ เทคโนโลยีการเชื่อมโยงเข้ามามีบทบาท โดยเชื่อมโยงกับ Big Data สามารถบันทึกข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคได้รอบด้าน ซึ่งสามารถนำมาวางกลยุทธ์การตลาดได้ทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์ เป็นช่องทางการสื่อสารถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น

6.Content Marketing ซึ่งหมายถึงการสร้างเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์เพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย จดจำแบรนด์ และเปลี่ยนสถานะจากคนอ่านเรื่องราวมาเป็นลูกค้าในที่สุด เพราะพฤติกรรมการเลือกซื้อทุกวันนี้ จะตัดสินใจซื้อรถเมื่อมีความพร้อมทางการเงิน เพราะรถเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีการเปรียบผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ (High Involvement Purchase) เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาสูง

7.Collaboration Marketing “ความร่วมมือ” นับเป็นอีกเทรนด์ที่กำลังฮอตฮิต โดยผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกัน หรือต่างกันมาจับมือร่วมกันทำการตลาดคู่กันไป แม้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันก็ตามที

นายธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ยังเผยมุมมองเกี่ยวกับตลาดรถยนต์ในมุมผู้บริโภคว่า พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากการให้ความสำคัญเกี่ยวกับฟังก์ชั่นต่างๆ ทั้งรถ บริการ มาเป็นการซื้อรถด้วยอารมณ์มากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องการสิ่งที่แตกต่าง รวมถึงความต้องการมีชุมชนที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซื้อหาสิ่งของที่แตกต่าง ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ค่ายรถจะต้องปรับตัว ตัวอย่างเช่น ค่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่มี “คับ เฮาส์” (CUB HOUSE) ซึ่งเป็นแหล่งรวมผู้บริโภค และจำหน่ายสินค้า อุปกรณ์พิเศษ ซึ่งได้รับความนิยมในขณะนี้ เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) เพราะต้องการสนับสนุนสินค้าที่ดำเนินกิจการเพื่อสังคม ส่วนกระแสซื้อขายออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในหลายสินค้า เชื่อว่าจะไม่มีผลกับรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจะต้องเห็นตัวจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

ทั้งนี้ เห็นว่าผู้บริโภคจะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการหาข้อมูลต่างๆ แต่การตัดสินใจซื้อ และการซื้อจะจบที่โชว์รูม หรือที่เรียกว่า โรโป หรือ Research Online – Purchase Offline เป็นต้น