25.7 C
Bangkok
Monday, July 22, 2024
https://www.thaihonda.co.th/honda/
https://www.mercedes-benz.co.th/th/passengercars/finance/offers.html?gagcmid=GA_16621475037_153239610427_662308114214&gad_source=1&gclid=Cj0KCQjwir2xBhC_ARIsAMTXk857jTSdUXpkaXpWmnd52hYaIiSYB7ZK87GyAU_rQMaBpJNjvCX4NOoaAkfEEALw_wcB&gclsrc=aw.ds#contact
https://www.bitec.co.th/th/event/fast-auto-show-thailand-2024
https://www.thaihonda.co.th/honda/
benz900x192px_1
Fast Auto Show Thailand 2024
previous arrow
next arrow

OMODA & JAECOO ตั้งเป้าขาย 1.5 ล้านคันทั่วโลกภายในปี 2030

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมาก อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องเดินหน้าไปสู่การสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย “พลังงานใหม่” โดยเมื่อไม่นานมานี้ OMODA & JAECOO ภายใต้ Chery Automobile บริษัทด้านเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติจีน เปิดเผยกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลก ด้วยแนวคิด “NEW ENERGY, NEW ECO, NEW ERA” หรือ “พลังงานใหม่ ระบบนิเวศใหม่ แห่งยุคใหม่” OMODA & JAECOO ได้เผยทิศทางรถยนต์ 2 รุ่นใหม่อย่าง “OMODA 7” และ “JAECOO 8” รถยนต์พรีเมียมออฟโรด และประกาศกลยุทธ์ทางธุรกิจ 2030 อย่างเป็นทางการ ที่จะสร้างความได้เปรียบจากการบูรณาการทรัพยากรทั่วโลกอย่างยั่งยืน พร้อมพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก และสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ครอบคลุม รองรับเป้าหมายยอดขายที่จะทะยานสู่ 1.5 ล้านคันภายใน 2030 ตั้งเป้าที่จะบรรลุส่วนแบ่งตลาด 10%

การสร้างสรรค์ด้วยมาตรฐานขั้นสูง คือรากฐานการยอมรับในระดับสากล

ในระยะเวลาไม่ถึงปี OMODA & JAECOO ประสบความสำเร็จในการขยายตลาดที่มีศักยภาพทั่วโลกอย่างรวดเร็วกว่า 40 แห่ง และได้เข้าสู่ตลาดสำคัญ ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เม็กซิโก สเปน ชิลี และคาซัคสถาน พร้อมกับการสร้างเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายกว่า 873 รายทั่วโลก นอกจากนี้ ด้วยกลยุทธ์แบรนด์ที่ลึกซึ้งและการบริหารจัดการด้านการขายที่ดี ทำให้ OMODA & JAECOO สามารถบรรลุเป้าหมายด้วยยอดขายรถยนต์กว่า 160,000 คัน ทั่วโลกภายในหนึ่งปี ขึ้นแท่นกลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม OMODA & JAECOO ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ กับกลยุทธ์ของแบรนด์ในปี 2030 ที่จะมุ่งมั่นในการขยายตลาด การสร้างเครือข่าย พัฒนาแบรนด์และไลน์อัพผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศของผู้ขับขี่แบบครบวงจร เพื่อก้าวไปสู่การเป็นแบรนด์ที่เข้าใจผู้ขับขี่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ในมิติการขยายตลาดของแบรนด์ยังคงยึดมั่นในปรัชญา “In somewhere, For somewhere” ที่พร้อมจะส่งเสริมการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างต่อเนื่อง และนำองค์ความรู้และทักษะในระดับสากลถ่ายทอดสู่พาร์ทเนอร์ในแต่ละท้องถิ่นที่เราดำเนินงานด้วย

OMODA & JAECOO วางตำแหน่งของแบรนด์ให้ต่างจากแบรนด์ดั้งเดิมอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายที่จะเจาะตลาดในกลุ่มประเทศที่มีกฎระเบียบสูงและท้าทายอย่างยุโรป ด้วยการดีไซน์รูปโฉมภายนอกของรถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีความสามารถปรับตัวในระดับโลก ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการให้มีมาตรฐานสูงสุด ประกอบกับระบบสนับสนุนสำหรับตลาดโลกจะทำให้เราทะยานสู่ยอดขาย 1.5 ล้านคัน และชิงส่วนแบ่งทางการตลาด 10% ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลกได้

Shawn Xu, CEO ของ OMODA & JAECOO International เล่าว่า เราจะเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ทั่วภูมิภาค และตอกย้ำความเป็นแบรนด์แห่งอนาคต แฟชั่น และเทคโนโลยี ซึ่งในอนาคต OMODA & JAECOO จะขยายเข้าสู่ตลาดมากกว่า 60 แห่ง และมีเครือข่ายศูนย์ให้บริการที่ได้มาตรฐานมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก

ความก้าวหน้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์เฉพาะบุคคลระดับโลกจากการพัฒนาหลากหลายมิติ

ในด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ OMODA & JAECOO ยังคงมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง โดยในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า เราจะพัฒนาไลน์อัพผลิตภัณฑ์รุ่นเรือธงและดาวเด่น ทั้งแบรนด์ OMODA ที่เตรียมจะเปิดตัวรถยนต์รุ่น OMODA 7 และ OMODA 3 และแบรนด์ JAECOO ที่จะเปิดตัว JAECOO 8 และ JAECOO 5 พร้อม ๆ กัน ด้วยมาตรฐานรถยนต์ระดับสากล รถยนต์พลังงานหมุนเวียนของ OMODA & JAECOO จะสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดต่าง ๆ ได้

สำหรับการสร้างแบรนด์ OMODA & JAECOO ได้มีกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ในระดับโลก และมุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้า ผ่านเทศกาลดนตรีระดับโลก การแข่งขัน Refitting Competition ที่รวบรวมศิลปินมาสร้างสรรค์ไอเดียตกแต่งรถยนต์ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม การจัดทัวร์ออฟโรดทั่วโลก การจัดประกวดค้นหา “MR. J.” ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ได้รับความสนใจและชื่นชอบจากแฟน ๆ กว่า 5.2 ล้านคน ใน 80 ประเทศทั่วโลก และทำให้แบรนด์ OMODA & JAECOO เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในแง่ของการเป็นที่รู้จักในระดับทั่วโลก

OMODA & JAECOO เกิดขึ้นจากความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ โดยได้ใช้รถยนต์รุ่นเรือธงเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมต่าง ๆ ระดับโลก อาทิ กิจกรรมด้านกีฬาและอีสปอร์ต (E-Sports) จะส่งมอบประสบการณ์ร่วมที่น่าจดจำให้กับกลุ่ม LOHAS หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ในแบบส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและใจ รวมถึงใส่ใจสิ่งแวดล้อม และและกลุ่มประชากรชั้นนำทั่วโลก ทำให้คาแรคเตอร์แบรนด์ OMODA & JAECOO ชัดเจนและมีสเน่ห์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ OMODA & JAECOO ได้สร้างช่องทางการสื่อสารผ่าน “Virtual Live Broadcast” ที่จะสร้างการมีส่วนร่วมกับสื่อมวลชนและลูกค้าทั่วโลก ปัจจุบัน OMODA & JAECOO ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวไปแล้ว 276 ครั้ง กับ 1,998 สื่อ ใน 30 ประเทศทั่วโลก และเพื่อรับมือกับการพัฒนาในอนาคตที่จะเชื่อมโยงเสมือนจริงและโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกัน OMODA & JAECOO ได้ร่วมมือกับ AiMOGA พัฒนา “MORNINE” หุ่นยนต์ไบโอนิคเดินได้ตัวแรกของโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีและฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย จนสามารถกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่ชาญฉลาดในทุกบ้าน และเชื่อมโยงโลกเสมือนให้กลายเป็นจริงขึ้นมา

ล่าสุด OMODA ภายใต้คอนเซ็ปต์ “O-UNIVERSE” แนวคิดการตลาดบนโลกเสมือนที่เชื่อมโลกจริงและโลกเสมือนของผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน ได้ปล่อยไมโครฟิล์มซีรีส์เกี่ยวกับระบบนิเวศการขับขี่ 2 ตอน เผยแพร่สู่ 80 ประเทศทั่วโลก และมียอดผู้รับชมสูงถึง 2 พันล้านครั้ง ซึ่ง OMODA จะเดินหน้าผลิตไมโครฟิล์มซีรีส์นี้ต่อไป เข้าถึงคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่พวกเขาชื่นชอบมากขึ้น

สำหรับ JAECOO ที่เกิดขึ้นจากปรัชญาของแบรนด์ “From Classic, Beyond Classic” มุ่งพัฒนารถยนต์ออฟโรดพร้อมกับการเป็นผู้นำพลิกโฉมนวัตกรรมที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ออฟโรด อาทิ เทคโนโลยีการควบคุมเวกเตอร์ AWD เพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่แบบสมบุกสมบันให้กับ JAECOO 7 และ JAECOO 8 ที่ทำให้ JAECOO ยังคงเป็นแบรนด์ที่พัฒนายนตรกรรมด้วยเทคโนโลยี

ระบบนิเวศการขับขี่เฉพาะตัวพร้อมก้าวสู่อนาคต

OMODA & JAECOO ในฐานะแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เราให้ตั้งใจอย่างยิ่งกับการสร้างระบบนิเวศมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ภายใต้แนวคิดการเป็น “มากกว่ารถยนต์” เพื่อเป้าหมายการเติมเต็มไลฟ์สไตล์การขับขี่ในอนาคตของผู้ขับขี่ ให้เกิดความรู้สึกประทับใจจากประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้

ยิ่งไปกว่านั้น OMODA & JAECOO ยังให้ความสำคัญกับปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ ไม่เพียงสะท้อนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังมีการบริหารจัดการและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดย OMODA & JAECOO ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม “GREEN OJ” ที่จะมาสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะด้านความยั่งยืนของแบรนด์ อาทิ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การคุ้มครองพืชพรรณ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและมหาสมุทร ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่และระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเป้าหมายที่จะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในระดับโลกในการปกป้องโลกของเราและนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในปี 2024 นี้ OMODA & JAECOO มุ่งขยายแบรนด์ทั้งในด้านแฟชั่น เทคโนโลยี และอนาคต ด้วยการสร้างระบบนิเวศ “Ultra Futuristic Tech LIFE” ซึ่งผสมผสานระหว่าง “Tech Life” “Fashion Life” และ “Off-Road Life” เข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกัน OMODA & JAECOO ยังคงค้นหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่ครอบคลุมเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย และสร้างสรรค์ไลฟ์สไตล์แห่งอนาคตร่วมกับผู้ขับขี่ต่อไป

นอกจากนี้ OMODA & JAECOO ยังคงมุ่งมั่นขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากยิ่งขึ้น โดยแบรนด์ JAECOO กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในระบบนิเวศการขับขี่ อาทิ เสื้อแจ็คเก็ตและอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง และอุปกรณ์จ่ายไฟ V2L ของรุ่นออฟโรด ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสนุกและเพลิดเพลินกับการขับขี่

“เราหวังอย่างยิ่งว่าเราจะครองส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นราว 10% ภายในปี 2030 ในตลาดรถยนต์เซ็กเมนต์เดียวกัน เราจึงอยากร่วมมือกันพันธมิตรทุกคนเพื่อขับเคลื่อนยุคใหม่ และทะยานสู่เป้าหมาย 1.5 ล้านคัน ภายในปี 2030” Shawn Xu กล่าวทิ้งท้าย

OMODA & JAECOO เปิดเผยกลยุทธ์ระดับโลกภายใน 2030 ตั้งเป้าที่จะบรรลุส่วนแบ่งตลาด 10% ในแต่ละกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เตรียมทำสถิติยอดขายทะยาน 1.5 ล้านคัน

– ช่วงเวลาเพียงหนึ่งปี ปริมาณยอดการขายสะสมของ OMODA & JAECOO ทั่วโลก ทะลุแล้ว 160,000 คัน ขึ้นแท่นแบรนด์รถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

– ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า OMODA & JAECOO จะยังคงเดินหน้าพัฒนาไลน์ผลิตภัณฑ์ต่อไป โดย OMODA กำลังพัฒนารถยนต์รุ่นแฟลกชิปและดาวเด่น “OMODA 7 และ OMODA 3” ในขณะที่ JAECOO จะเปิดตัวรถยนต์ “JAECOO 8 และ JAECOO 5” ที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก โดยรถยนต์พลังงานหมุนเวียนของ OMODA & JAECOO พร้อมจะครองส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมนี้

– OMODA & JAECOO กำลังขยายนิยามความเป็นตัวตนของแบรนด์ ครอบคลุมทั้งแฟชั่น เทคโนโลยี และอนาคต ด้วยการสร้างระบบนิเวศ “Ultra Futuristic Tech LIFE” ที่โฟกัสวิถีชีวิต “Tech Life” “Fashion Life” และ “Off-Road Life”

Related Articles

Stay Connected

269FansLike
2,760SubscribersSubscribe
- Advertisement -spot_img

Latest Articles