37.2 C
Bangkok
Tuesday, May 28, 2024
https://www.thaihonda.co.th/honda/
httpswww.motorshow.in.th
https://www.ford.co.th/showroom/all-offers/?gad_source=1&gclid=CjwKCAjw7-SvBhB6EiwAwYdCAUeXeLmbyKoh6AaDtpaMUHnzvZKmqjeUcdKuGl01jW2_5mnKKbrywBoCM2cQAvD_BwE&gclsrc=aw.ds
https://www.mercedes-benz.co.th/th/passengercars/finance/offers.html?gagcmid=GA_16621475037_153239610427_662308114214&gad_source=1&gclid=Cj0KCQjwir2xBhC_ARIsAMTXk857jTSdUXpkaXpWmnd52hYaIiSYB7ZK87GyAU_rQMaBpJNjvCX4NOoaAkfEEALw_wcB&gclsrc=aw.ds#contact
https://www.thaihonda.co.th/honda/
httpswww.motorshow.in.th
FORD900x192px_1
benz900x192px_1
previous arrow
next arrow

สสส. ชวนคนไทย ร่วมสร้างวินัยการจราจรเยาวชนผ่านโครงการขับขี่ศึกษา

สสส. ชวนคนไทย ร่วมสร้างวินัยการจราจร เดินหน้าปลูกฝังวัฒนธรรมขับขี่ปลอดภัยแก่เด็กและเยาวชนผ่าน โครงการขับขี่ศึกษา (Safe Education) “ร่วมสร้างอนาคต…ถนนปลอดภัย สังคมปลอดภัย” สนับสนุนเป้าหมายชาติ ลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุให้เหลือ 12 คนต่อแสนประชากรในปี 2570

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. มีความตั้งใจมุ่งสร้างความตระหนักรู้ ปลูกฝังวัฒนธรรมขับขี่ปลอดภัยสร้างความปลอดภัยทางถนน รวมถึงการสร้างวินัยการขับขี่ การใช้รถใช้ถนนให้ปลอดภัย ให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งจากสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละปีกว่า 17,000 ราย พบว่าส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน และมาจากการขับขี่รถจักรยานยนต์สูงที่สุด

“เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและตระหนักถึงความปลอดภัยทางถนน สสส.จึงนำเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy เข้ามาช่วยสร้างความตระหนักรู้ภัยจากอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อ GDP ของประเทศ ต่อสังคมหน่วยงาน ตนเอง และคนในครอบครัว รวมถึงยังเป็นการสร้างให้ทุกคนมีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุ 15-19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด และทุกกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้หลักการ Road Safety Health Vitality ผ่านโครงการขับขี่ศึกษา (Safe Education) “ร่วมสร้างอนาคต…ถนนปลอดภัย สังคมปลอดภัย” เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมจราจรปลอดภัย ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ 1. สื่อสารรณรงค์ให้คนเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2. ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน 3. สร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และ 4. พัฒนาช่องทางการสื่อสารในทุกแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 หากทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงและเข้าใจข้อมูลในบริบทเรื่องสุขภาพ และนำไปสู่ความรอบรู้ทางสุขภาพด้านความปลอดภัยทางถนน พร้อมกับทุกคนตระหนักถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุทางถนนที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้ขับขี่รถ ผู้ใช้รถขนส่งสาธารณะ หรือคนเดินเท้า สามารถช่วยลดอุบัติเหตุ และช่วยให้ทุกคนสามารถใช้เส้นทางจราจรร่วมกันได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เราได้วางเป้าหมายการทำงานที่มุ่งสนับสนุนแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ฉบับที่ 5  เพื่อลดความสูญเสีย ลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของคนไทยให้เหลือ 12 คน ต่อแสนประชากร ในปี 2570 และลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่เป็นเป้าหมายสำคัญ และเพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ยังมีการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้องผ่านโครงการขับขี่ศึกษา (Safe Education) เพื่อสื่อสารรอบด้านอย่างครอบคลุมไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ถนน และมุ่งหวังให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างวัฒนธรรมขับขี่ปลอดภัยนำไปสู่การลดอุบัติเหตุต่อไป” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีเอเชีย   กล่าวเพิ่มเติมว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลกปี 2558 พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตทางถนนทั้งโลก คิดเป็น 93% โดยมาจากประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง สถิติล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตทางถนนของไทย อยู่อันดับที่ 9 ของโลก มีจำนวนผู้เสียชีวิตทางถนนเฉลี่ย 32.7 คน ต่อแสนประชากร และถือเป็นสถิติที่สูงในอาเซียนอีกด้วย 75% เป็นกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ นอกจากการให้ความรู้ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการมีวินัยในการขับขี่ ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง เช่น สวมหมวกกันน็อก และคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช้ความเร็วสูงหรือเกินกำหนด เป็นต้น สำหรับประเทศไทยเสนอให้มีการสอนทฤษฎีการคาดการณ์อุบัติเหตุในผู้ขับขี่ คือ 1.คาดการณ์เป็น 2.ประเมินสถานการณ์เป็น 3.ตัดสินใจเป็น และ 4.ควบคุมรถเป็น รวมถึงเพิ่มในการสอบใบขับขี่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนนมากยิ่งขึ้น

โครงการขับขี่ศึกษา เกิดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ และเสริมความรอบรู้ทางสุขภาพด้านความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Literacy) ในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยพัฒนาเป็นช่องทางการสื่อสารกับวัยรุ่นในเรื่องการขับขี่ที่ปลอดภัย และมีชุดความรู้ให้แก่ครูเพื่อให้สามารถส่งต่อความรู้ความเข้าใจและทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนในโรงเรียน ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ http://safeeducationthai.com/ เฟซบุ๊กเพจ “ขับขี่ศึกษา” และ ติ๊กต๊อก “ขับขี่ศึกษา”

Related Articles

Stay Connected

269FansLike
2,760SubscribersSubscribe
- Advertisement -spot_img

Latest Articles